วัดต้นเกว๋น : Wat Ton Khwen, Chiang Mai Thailand.

เราอ่านหนังสือเกี่ยวกับวัดเก่าแก่ในเชียงใหม่หลายวัดที่น่าสนใจ และวันต้นเกว๋น หรือ วัดอินทราวาส ก็เป็นหนึ่งในวัดเก่าแก่ เดินทางออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปไม่ไกล ทางไปอ.สะเมิง จะเจอซอยเล็กๆ มีป้ายบอกทางไปวัดต้นเกว๋น วัดต้นเกว๋นสร้างขึ้นราวปีพ.ศ. 2399 ( Wat Inthrawat built around 1858 ) และเป็นวัดที่มีความสำคัญวัดหนึ่ง เนื่องจากในสมัยโบราณเป็นที่พักขบวนแห่พระบรมธาตุ จากอำเภอจอมทอง เพื่อนำไปทูลให้เจ้าหลวงเชียงใหม่สรงน้ำ และพระธาตุก็จะพักที่วัดนี้เพื่อให้ประชาชนสรงน้ำด้วย




วิหารไม้สักแกะสลักสวยมากๆ



ศาลาจตุรมุขหน้าวัด เป็นที่บูชาครูบาศรีวิชัย เป็นศาลามุงด้วยกระเบื้องดินเผา ที่วัดต้นเกว๋นก็เป็นอีกวัดนึงที่แปลกตาและรักษาเอกลักษณ์ล้านนาไว้เป็นอย่างดี เราไม่ค่อยได้เห็นเท่าไร พอมาวันนี้เลยทำให้ชอบวัดนี้มากๆ วันนี้ที่มาวัด เงียบมาก นักท่องเที่ยวไม่มากเท่าไหร่ เผลอแป๊บเดียวเหลือเราคนเดียวคะ 








Naga in the front of the Viharn.


วิหารเป็นไม้สักสร้างขึ้นราวปี พ.ศ.2401 เป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนา ดูขลังดี (Lanna wooden Architecture of the last Century)





ภาพเขียนบนฝาผนัง เท่าที่สังเกตมีอยู่ภาพเดียว (The Moral Painting)


ไม้แกะสลักสวยมากๆ หน้าพระอุโบสถ










กรุณาปฏิบัติตามด้วยนะคะ ถอดเกิบ หมายถึง ถอดรองเท้า จ้า



มองมาทางหน้าวัดมีรถจอดอยู่คันเดียว หุหุ วัดนี้เป็นของเรา อิอิ ชอบต้นตาลหน้าวัด เห็นแล้วชอบ บอกไม่ได้ว่าทำไมถึงชอบต้นตาล :)


ขอบคุณข้อมูลดีจากทางวัด และ หนังสือ Exploring Chiang Mai.

น้ำพุร้อนสันกำแพง : San Kamphaeng Hot Spring

ช่วงสัปดาห์นี้อากาศที่เชียงใหม่หนาวมากคะ ประมาณ 10-11 องศาในตอนเช้า ไม่รู้จะหนาวไปถึงไหน และสัปดาห์ก็เป็นวันหยุดยาวของเรา เราก็เลยต้องสนองนโยบายวันหยุดด้วยการเริ่มเที่ยวในบริเวณใกล้ๆ ก่อน มาอยู่เชียงใหม่ได้ปีกว่า ยังเที่ยวไม่ทั่ว อิอิ วันนี้เราเลยขี่รถมอเตอร์ไซด์คู่ใจ เดินทางมาที่บ่อน้ำพุร้อนสันกำแพง เห็นรีวิวในเน็ตแล้ว ก็นับว่าเป็นสถานที่ที่ท่องเที่ยวที่คนต่างจังหวัดมาเที่ยวที่นี่เยอะ พอสมควร ระยะทางประมาณ 34 กิโลเมตรจากตัวเมือง 







คุณป้ากลุ่มนี้ตกลงกันไม่ได้ว่าจะเอาท่าไหน เลยเสร็จเรา ชอบถ่ายรูปชาวบ้านด้วยดิ อิอิ อีกเหตุผลนึง คือ ถ้ารอคุณป้า คงจะต้องรอนาน ประมาณว่าไหนก็อุตส่าห์ยืนเป็นแบบแล้ว เราก็ถ่ายมาดีกว่าโล่งๆ อิอิ


ที่ป้ายมีบอก"น้ำร้อน 105 องศา" เสียดายเราไปช่วงที่เค้ากำลังก่อสร้างเพิ่มเติม วิวมันเลยไๆม่ค่อยสวยเท่าไร ส่วนน้ำที่พุงขึ้นมาจากใต้พื้นดิน พุงสูงมาก น่าจะประมาณ 20-30 เมตร




อ่างนี้ต้มไข่ได้จ้า ตระกร้าละ 20 บาท พอเข้าไปใกล้ๆ ได้กลิ่นไข่ต้มโชยมาเลยทีดียว

 


ในบริเวณนี้มีอ่างแช่เท้าด้วยนะคะ แต่เราไม่ได้แช่เพราะคนเยอะมาก แถมช่วงนี้มีให้บริการเช่าเต้นท์นอนค้างคืน พร้อมบริการห้องพักด้วย นักท่องเที่ยวเยอะพอสมควร ขนาดว่าตอนที่เรามาถึงเป็นช่วงบ่ายแล้วนะเนี่ย อยากยืนอยู่ที่นี่นานๆ อุ่นดีจัง 
** ค่าธรรมเนียม 30 บาทผู้ใหญ่ ส่วนเด็ก 10 บาท

ทานา โทราจา : Tana Toraja Day 2

เรานัดกับนิกโค เวลา 9.00 น. เริ่มต้นการเดินทางด้วยรถยนต์เราแวะตามหมู่บ้านเล็ก เพื่อชมวิว รอบ โทราจา จนกระทั่งเรามาแวะที่บ้านเพื่อนของนิกโค ซึ่งกำลังเตรียมงานศพ สำหรับ พ่อ และ ลูกชาย ซึ่งเสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกัน



เจ้าของบ้านต้อนรับเราด้วยกาแฟโทราจา รสชาติดีมาก พวกเราแวะที่นี่นานพอสมควรก็เดินทางต่อ งานศพของคนโทราจาถือว่าเป็นงานสำคัญ ดังนั้นต้องเตรียมงานให้ดี และเป็นช่วงเวลาที่ดีมากที่ญาติๆ จะต้องมาร่วมแสดงความเสียใจให้กับครอบครัวที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป




เราเดินทางมายังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นหมู่บ้านทอผ้า ที่นี่เราได้พบกับผ้าหลายๆ แบบ ปกติเราชอบผ้าอยู่แล้ว ก็อดใจไม่ไหวที่จะซื้อกับมาด้วย ผ้าทอมือสวยมากทีเดียว ผ้าทอพื้นเมืองที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติ ราคาค่อนข้างแพง เรียกกันโดยทั่วไปว่า ikat แต่ราคาก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ทอ ความยากของลายผ้า ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 3000 บาทขึ้นไปคะ แพงจัง





อาหารเที่ยงของเรา คือ Pisang Goreng หรือ กล้วยทอด หาทานง่ายๆ และอร่อย



ตอนบ่ายฝนเริ่มตกโปรยๆ เราเดินทางมาที่สุสาน เพื่อมาดูธรรมเนียมการแขวนโลง ซึ่งที่นี่จะเป็นถ้ำ แต่เราไม่ได้เข้าไปนะคะ ดูแต่ข้างนอก แบบว่า กล้าๆ กลัวๆ อ่ะ มองจากข้างนอกก็จะเห็น เตา เตา (Tao Tao)  ซึ่งถ้ามองจากไกลๆ จะคล้ายๆ กับ คนนั่งอยู่ ซึ่งเตา เตา ก็คือ หุ่นของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว แกะสลักด้วยมือ และเราก็ทราบมาอีกว่า คนที่ทำเตา เตา ก็เหลือน้อยเหมือนกัน ราคาเตา เตา ตัวๆ นึงราคาก็ค่อนข้างแพง และจะต้องทำพิธีฆ่าควายในงานศพ มากถึง 8 ตัว แต่ในจำนวนนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นจำนวนที่แน่นอน เพราะจะต้องขึ้นอยู่กับวรรณะของผู้ที่เสียชีวิตอีกด้วย





จากที่นี่เราเดินทางกลับที่พัก เพราะฝนตกหนักมากขึ้น มาที่โทราจาอากาศจะดีมากในตอนเช้า ตอนบ่ายทีไร ฝนตกทุกที




เจอกันใหม่ ตอนหน้าคะ

ทานา โทราจา : Rantepao, Tana Toraja Day 1


จากมากัสซา (Makasar) เราเดินทางกันมายัง ทานา โทราจา (Tana Toraja) ที่โทราจา สิ่งที่เป็นจุดน่าสนใจในการเดินทาง คือ ชีวิตหลังความตาย คล้ายกับที่เกาะบาหลี พิธีกรรมงานศพที่มีรายละเอียดซับซ้อน และ บ้านที่มีลักษณะคล้ายกับชาวบาตักที่เกาะสุมาตรา  

การเดินทาง : เราเดินทางด้วยรถปรับอากาศ จากเมืองมากัสซา มายัง เมืองรันเตปาว (Rantepao) ใช้เวลาประมาณ 11-12 ชม. 

เราพักที่เมืองรันเตปาว ที่นี่มีที่พักราคาประหยัดและสะอาดหลายที่ สำหรับแบ็คแพ็คไม่ต้องกลัวว่าจะหาที่พักไม่ได้ ที่พักราคาเริ่มที่ 500 บาท ราคาสบายๆ เราพักที่ Wisma Monton ส่วนอินเตอร์เน็ตก็สามารถใช้ Free Wifi ได้ที่ Aras Cafe ซึ่งเป็นร้านอาหารแห่งเดียวในเมืองที่มีอินเตอร์เน็ต และ มีหลายเมนูให้เลือก ส่วนราคาก็แพงกว่าทั่วไปอยู่แล้ว เรานั่งทานอาหารที่นี่อาศัยว่าได้ใช้อินเตอร์เน็ตติดต่อทางบ้าน รันเตปาวเป็นเมืองเล็กๆ แต่ในเขตทานา โทราจา รันเตปาวเป็นเมืองที่ศูนย์กลางเลยคะ การเดินทางไม่ต้องยุ่งยาก 2 เท้าก้าวเดินง่ายและสะดวกเป็นที่สุด

เราเช่ารถมอเตอร์ไซด์จากร้านหนึ่งในเมือง คิดว่าคงจะขี่เที่ยวรอบๆ เมืองเท่านั้น ที่เมืองนี้สิ่งที่ทำให้เราคิดถึงบาหลี อากาศ บรรยากาศคล้ายกัน โทราจามีสภาพภูมิประเทศเป็นที่สูง ศาสนา ส่วนใหญ่ผู้คนเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ ตั้งแต่สมัยที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวดัทซ์ ทำให้วัฒนธรรมหลายๆ อย่างสูญหาย คงเหลือแต่เพียงพิธีกรรมเกี่ยวกับงานศพที่ยังหลงเหลือถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์แล้วก็ตาม ส่วนที่เหลือก็นับถือศาสนาอิสลามและนับถือผีและเทพเจ้า ตั้งแต่ดั้งเดิมชาวโทราจาเชื่อในเทพเจ้าหลายองค์ ควาย หรือ กระบือ เป็นสัตว์สัญลักษณ์ของชาวโทราจา และเป็นสัตว์ที่ถูกนำไปเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมหลายๆ พิธี ควายเป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมาย หมายถึง ความมั่งคั่ง สมบัติ และอำนาจ และคงเป็นเหตุผลที่ราคาของกระบือที่นี่จึงมีราคาค่อนข้างสูง




บ้านของคนโทราจา จะมีลักษณะแปลกหลังคาคล้ายเรือ หน้าบ้านต้องประดับด้วยเขาควาย แต่ปัจจุบันบ้านแบบสมัยเดิมจะสร้างให้มีขนาดเล็ก ใช้เป็นยุ้งข้าวมากกว่า เท่าที่เห็นมีไม่มากแล้วที่ยังใช้เป็นที่อยู่อาศัย

ศิวลึงค์

เราผ่านมายังหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง เลยแวะมาดูสุสาน ที่นี่เค้าจะใช้วิธีการฝังศพโดยเฉพาะฝังในหินคะ เท่าที่ทราบมาก ชาวโทราจาจะให้ความสำคัญกับการทำพิธีศพเป็นอย่างมาก โดยหลังจากเสียชีวิตจะมีพิธีกรรมในทันที หลังจากนั้นก็จะมีการตกลงกับภายในครอบครัวเพื่อจัดงานใหญ่อีกครั้งเพราะความเชื่อที่ว่าวิญญาณผู้ตายจะได้พอใจและจะได้นำสิ่งดีๆ มายังคนในครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่



เรากลับเข้าเมืองตอนบ่ายแก่ๆ เพื่อติดต่อไกด์นำเที่ยวและรถเช่า เพราะเรารู้มาว่าจะมีงานศพที่เมืองใกล้ๆ และคงจะดีถ้าจะมีใครที่มีข้อมูลพาเที่ยว และอีกเหตุผลคือ งานศพเป็นสิ่งที่เราหวังจะได้เห็นที่โทราจา เราติดต่อไกด์ชื่อ นิคโก คะ อายุประมาณ 50 กว่าที่เราเลือกเพราะดูจะเป็นคนที่มีข้อมูลดีดีเยอะ แต่โดยส่วนตัวไม่ค่อยชอบอีตาลุงนี่เท่าไหร่ หุหุ ราคาค่าไกด์ รวมค่าเช่ารถ ราคาประมาณ 6500 บาท 3 วัน สำหรับเราก็พอใจกับราคานี้พอสมควร หารกัน 4 คน




ช่วงที่เรามาถึงเป็นช่วงเข้าหน้าฝน ข้าวในนาสวยมาก แต่เรื่องที่ไม่ดี คือ พอ 4 โมงเย็นทีไรฝนตกทุกที และถ้าใครที่ชอบเดินตลาดนะคะ ที่รันเตปาวมีตลาดใหญ่ เล็ก 2-3 แห่ง น่าเที่ยวมาก



อันนี้พริกนะคะ เราเห็นครั้งแรกคิดว่าเป็นลูกเชอรี่สีน่ากินมากๆ

ซูลาเวซี : Sulawesi Island

เริ่มต้นปี ค.ศ. 2013 ด้วยการเดินทางไปยังเกาะซูลาเวซี (Sulawesi Island) ที่แพลนว่าจะเดินทางนานกว่า 2 ปีก็เป็นจริง เราเดินทางตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. ถึง วันที่  26 ก.พ. 2013 เดินทางกลับมาเดือนกว่า จนกระทั่งวันนี้ได้ฤกษ์อัพบล็อกเสียที การเดินทางเริ่มที่กรุงเทพเดินทางไปยังกัวลาลัมเปอร์ จากนั้นพักที่กัวลาลัมเปอร์  1 คืน เพื่อเดินทางต่อไปยังเกาะสุลาเวสี ครั้งนี้เราเดินทางด้วยกันทั้งหมด  4 คนคะคือเพื่อนกลุุ่มเดิมที่เคยเที่ยวที่แม่ฮ่องสอนด้วยกัน


 Taken by Mateusz Stachyra

การเดินทางจากกัวลาลัมเปอร์ใช้เวลาประมาณ 3 ชม.กว่าจะถึงมากัสซา (Makassar) เมืองสำคัญทางตอนใต้ สิ่งที่สัมผัสได้ คือ ฝน ความชื้น เมืองมากัสซาเป็นเมืองท่าติดทะเล คงจะเปรียบได้คล้ายกับท่าเรือคลองเตยที่กรุงเทพ เราเดินหาที่พักนานกว่า 1 ชม. ฝนตกโปรยๆ เราเดินหาที่พักนานมากเพราะที่พักราคาสูงกว่าที่คิดไว้และไม่สะอาดอย่างที่เราต้องการ แต่สุดท้ายเราก็ตกลงกันได้ว่าจะพักที่ Surya Hotel แค่คืนเดียวเท่านั้น อดทนได้
พี่พนักงานต้อนรับแสนน่ารัก พูดภาษาอังกฤษได้น้อยมาก เดินมาถามเราว่า ตกลงห้องนี้นะ เราตอบว่า Ya ไปคำเดียว
พี่แกพ่นยากันยุงทันที เรายืนมองด้วยความตะลึง ตาย_่าล่ะ พอฉีดเสร็จพี่แกผายมือเชิญเราเข้า พร้อมบอกว่ายุงมันเยอะ เรางี้พูดไม่ออก เดินกั้นลมหายใจเข้าไปในห้องแล้วรีบเดินออกมาอย่างแบบว่าเร็วมากๆ เราเดินหาร้านอาหาร หลายถนน จนกระทั่งเจอร้านเล็กๆ แต่สะอาด มื้อแรกที่อินโดนีเซีย ข้าวเปล่ากับปลาทอด อร่อยมากๆ

เช้าวันที่ 3 ที่อินโดนีเซียอีกครั้ง เราเริ่มออกเดินกันรอบๆ มองหาว่าเราพอจะทานอะไรได้บ้าง เพราะเราได้ดื่มแค่กาแฟแก้วเดียวจากที่โรงแรม นอนก็ไม่ค่อยหลับ วันแรกเรายังงงๆกับภาษาอินโดนีเซียอยู่ ก็คิดว่าสัก 2-3 วันคงจะดีขึ้น เรามานั่งที่หน้าร้าน K circle เป็นร้านคล้ายๆ 7-11 บ้านเรา มีกาแฟร้อนขาย พร้อมติดป้าย "Free Wifi" เรางี้ดีใจเหมือนได้แก้ว นั่งลงเปิดโน้ตบุ๊ค สรุป ไม่มี wifi เราเลยเดินไปถามว่าเป็นเพราะอะไร คำตอบคือ มือแกว่งไปๆมาๆ = no,และต่อคำว่า internet อ่อแปลว่าใช้ไม่ได้ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร

เราก็ไม่ได้สนใจอะไร โอเคใช้ไม่ได้ก็ไปหาซื้อตั๋วเดินทางไปโทราจา (Tana Toraja ) ดีกว่า เดินเรื่อยๆ ก็เจอ Travel Agency ที่นี่แหละที่เราต้องการ เดินเข้าไปทักทายเราด้วยภาษาอินโดนีเซีย ยิ้ม เราถามด้วยภาษาอังกฤษ ว่า ฉันจะสามารถซื้อตั๋วรถบัสไปโทราจาได้ที่ไหน?
พนง.ทำหน้างง แล้วหัวเราะ ถามว่า Not Indonesian!! เรางี้งงกะพี่แก พนักงานที่นั่งมีอยู่ประมาณ 10 คนเห็นจะได้ สุดท้ายเค้าก็เรียกพนักงานหญิงมาคุยกะเราว่าต้องไปซื้อที่บริษัทรถบัส ซึ่งไกลจากที่นี่ 4 กม. อันนี้เดาว่าพี่แกหมายถึงอย่างนี้
สุดท้ายพี่แกถามย้ำว่า Not Indonesia เราตอบว่า ไม่ใช่ เป็นคนไทย เป็นคนไทย พี่แกหัวเราะอีก ไม่เข้าใจพี่เค้าจริงๆ แล้วพี่แกก็บอกว่า Oh Thailand..!!

สุดท้ายเราโชคดีมาก เจอกลับคนข้ับรถแท็กซี่ที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีที่สุดในมากัสซา พาเราไปซื้อตั๋วรถบัสพร้อมรอรับกลับมายังที่พักอีกด้วย จนกว่าจะได้ตั๋วเดินทางไปโทราจา ใช้เวลากว่า 3-4 ชม. ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อเลยนะเนี่ย





เราตัดสินใจว่าเราจะเดินเล่นรอบๆ เพราะคิดว่าวันสุดท้ายของการเดินทางอาจไม่มีเวลามากพอ เราเลยอยากจะนั่งรถสามล้อสักครั้ง พี่สามล้อเค้าก็สนนราคาไป-กลับ ประมาณ 100 บาท เราตกลงอย่างรวดเร็ว พี่เค้าก็เริ่มพูดเรื่องว่า "ไปที่ท่าเรือนะ ที่ท่าเรือมีงาน" เราฟังดูก็น่าสนใจเลยตกลง พอไปถึงท่าเรือก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมอีกประมาณ 20 บาทต่อคน สรุปคือ งานนะมีจริง แต่ดูเหมือนจะเสร็จเลย และเท่าที่เห็นก็มีแต่เรือ สมกับเป็นท่าเรือจริงๆ ท่าเรือ.....  เราเดินอยู่สักพักก็กลับ บอกให้พี่สามล้อไปส่งเราที่ Fort Rotterdam ตามที่หนังสือเขียนไว้ คือ Fort Rotterdam เนี่ย เป็นสถาปัตยกรรมแบบดัทซ์ที่ถูกเก็บรักษาได้อย่างดี และเป็นอีกสถานที่ที่ชาวดัทซ์หลงเหลือไว้ที่ประเทศอินโดนีเซีย





ที่ Fort Rotterdam เราว่าถ้าใครที่ชอบดูสถานที่เก่าแก่ก็ดีนะคะ เพราะมีตึกเก่าๆ ป้อมปราการเก่าๆให้ดู ส่วนห้องบางห้องก็จะจัดแสดงประวัติของ  Fort Rotterdam การเดินทางมาของชาวดัทซ์ที่เดินทางมายังเกาะซูลาเวสี ส่วนห้องที่เหลืออยู่หลายห้องก็จะปิด และเป็นห้องว่างๆ ส่วนใหญ่เราเดินดูแต่เพียงภายนอก

สุดท้ายเราเดินกลับมาที่ร้าน K circle หวังว่าจะได้ใช้ Free Wifi อีกครั้งสรุป ไม่มี wifi เราเลยเดินไปถามอีกว่าไม่มีอินเตอร์เน็ตเหรอคะ คำตอบคือ no internet มีผู้หญิงคนหนึ่งคงแอบฟังอยู่ พี่เค้าอธิบายว่าคืนก่อน (สงสัยจะก่อนเรามาถึง) ฝนตกฟ้าร่วง อินเตอร์เน็ตทั้งเมืองเสียใช้งานไม่ได้ เราก็เลยพึ่งจะได้คำตอบว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่ยังไม่วายพี่เค้าถามเรามาว่า Not Indonesia ....!!!! ^_^