Showing posts with label Ayutthaya. Show all posts
Showing posts with label Ayutthaya. Show all posts

เที่ยวชมหลวงพ่อโตที่วัดพนัญเชิง : Wat Pananchoeng, Ayutthaya.

จากวัดใหญ่ชัยมงคล เราเดินทางต่อมาอีกนิดหน่อยก็จะเจอวัดพนัญเชิง วัดตั้งอยู่ริมแม่น้ำคะ วัดพนัญเชิง ตอบตามจริงเปรี้ยวไม่รู้จักคะ แต่เคยได้อ่านเกี่ยวกับเรื่องของพระเจ้าสายน้ำผึ้งกับนางสร้อยดอกหมากที่เคยเป็นบทเรียนของวิชาภาษาไทยในชั้นประถม ถ้าจำไม่ผิด แต่เปรี้ยวผึ่งจะมาทราบภายหลังว่าเป็นวัดเดียวกัน

อุโบสถที่เราเข้าไปกราบหลวงพ่อโตคะ เปรี้ยวเข้าประตูด้านข้างเพราะด้านหน้าคนเยอะ และมองหาที่เก็บรองเท้าด้วยคะ
วัดจีนจะตั้งอยู่ด้านข้างพระอุโบสถ หันหน้าไปทางแม่น้ำ ด้านหน้าจะมีท้าวจตุโลกบาลตั้งอยู่ ทราบมาว่าคนจีนเสื่อมใสศรัทธาและมาที่วัดแห่งนี้ปีนึงเป็นจำนวนมาก

พระพุทธไตรรัตนนายก หรือ หลวงพ่อโต หรือ หลวงพ่อซำปอกง ที่คนจีนเรียกกัน พระพักตร์ที่เราเห็นในปัจจุบันนี้เป็นฝีมือช่างของ อ. ศิลป์ พีระศรี คะ โดยอาจารย์ได้รับมอบหมายจากกรมศิลปากรให้บูรณะ เมื่อปี ค.ศ. 1928 เพราะบริเวณพระพักตร์ของท่านหล่นลงมา หลวงพ่อโตได้รับการบูรณะเป็นระยะๆ เนื่องจากได้รับความเสียหายตั้งแต่ครั้งเสียกรุงฯ เท่าที่ทราบมาหลวงพ่อโตเป็นพระองค์ที่ใหญ่ที่สุดในพระนครศรีอยุธยา สวยงามมากเลย เปรี้ยวเห็นครั้งแรกก็รู้สึกยังไงบอกไม่ถูก แต่รู้สึกดีมากๆ


ตอนที่เปรี้ยวเข้ามาก็เห็นคนปีนขึ้นไปบนหลวงพ่อ 3-4 คน ก็เข้าใจว่าเค้าจะทำความสะอาดกัน ก็เลยยืนรอคะ อยากเห็นว่าพี่เค้าทำความสะอาดยังไง แต่ว่าไม่ใช่คะ เปรี้ยวมองไปเห็นพี่ป้าน้าอาที่นั่งอยู่ หอบจีวรผืนใหญ่มานั่งอธิษฐานกันใหญ่ เลยยืนดูห่างๆ ว่าเค้าทำอะไรกัน:-)



จากนั้นก็จะมีคุณลุงคนที่แต่งชุดขาวเดินเข้ามา ถ้าใครอธิษฐานเสร็จคุณลุงก็จะโยนขึ้นไปด้านบนที่มีพี่ๆ เค้ายืนรออยู่


นี่คะ^_^พี่เค้าก็เริ่มงานกัน โดยคลี่ผ้าออก และผูกติดกับเชือก ปลายอีกข้างโยนลงมาข้างล่าง


พี่ป้าน้าอาที่อยู่ข้างล่างก็จัดแจงคลุมหัวเรียบร้อย หลวงพ่อที่นั่งอีกด้านก็สวดมนต์บทสั้นๆ เสร็จได้ยินเสียงสาธุ พี่ที่อยู่ด้านบนก็ค่อยๆ ดึงผ้าขึ้นไปห่มองค์หลวงพ่อโต เปรี้ยวชอบมากคะ พึ่งเคยเห็นครั้งแรกที่วัดแห่งนี้ แปลกและน่าสนใจมากเกี่ยวกับความเชื่อของคนไทยในเรื่องของพระพุทธศาสนา


เปรี้ยวเดินย้อนมาด้านหน้าอุโบสถ ก็จะมีห้องแยกไปอีก 2 ส่วนให้คนเข้าไปไหว้พระ เห็นพระพุทธรูปแปลกตาเยอะมากๆ ไม่เคยเห็นมาก่อน พระองค์นี้คือ องค์พระยูไล เปรี้ยวเห็นป้ายเค้าติดอยู่ อิอิ เปรี้ยวเห็นสวยดีเลยถ่ายรูปมาคะ

ส่วนนี้เป็นส่วนด้านหน้าที่จะให้คนเข้ามาไหว้พระกันได้ และสามารถปิดทองหลวงพ่อโตที่องค์จำลองได้ที่ด้านนี้คะ จากที่นี่เปรี้ยวไปต่ออีก 2 วัด แล้วจะเอามาเล่าให้ฟัง อย่าพึ่งเบื่อนะจ้า

เที่ยววัดใหญ่ชัยมงคล : Wat Yai Chaimongkol, Ayutthaya.

จากอุทยานประวัติศาสตร์ เราเปลี่ยนบรรยากาศมาเที่ยววัดสำคัญๆ และยังเป็นสถานที่สำคัญอันทรงคุณค่าของประวัติศาสตร์ชาติไทยอีกด้วยคะ วัดแห่งนี้ถูกทิ้งร้างนานกว่า 400 ปีเลยทีเดียว หลังจากเหตุการณ์ในช่วงเสียกรุงศรียุธยาครั้งที่ 2 วัดใหญ่ฯ จะตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยาคะ เดินทางออกจากเมืองมาไม่ไกลคะ

เจดีย์สูงตั้งเด่นอยู่กลางวัด มีประวัติเล่าว่าสมเด็จพระวันรัตน์พระเถระที่พำนัก ณ ที่วัดแห่งนี้ทรงเป็นผู้ทูลแนะนำแก่สมเด็จพระนเรศวรฯ ให้ทรงสร้างขึ้นแทนการประหารชีวิต เนื่องจากเมื่อครั้นที่พระองค์ทรงกระทำยุทธหัตถีชนะพระอุปราชแห่งกรุงหงสาวดี ทรงกริ้วบรรดาแม่ทัพนายกองที่ตามทัพไม่ทัน ทรงดำริถึงขั้นจะให้ประหารชีวิต แต่สมเด็จพระวันรัตน์ทรงขอชีวิตแม่ทัพนายกองเหล่านั้นไว้

เดินเข้ามาในวัด มองทางซ้ายมือ จะเห็นพระนอนประดิษฐานอยู่ในวิหารที่ไม่มีหลังคาคะ


บันไดทางขึ้นพระเจดีย์ชัยมงคล สังเกตเห็นได้ถึงความเก่าแก่ของพระเจดีย์ หรือ อาจเป็นเพราะว่าผู้คนเดินทางมาที่วัดแห่งนี้กันมาก ก้อนหินสึกอย่างเห็นได้ชัดเลยคะ


ภาพนี้ถ่ายมาจากมุมด้านหลังของพระเจดีย์ชัยมงคล น่าสนใจมากๆ ว่าในสมัยนั้น ไม่มีอุปกรณ์ที่ทันสมัยที่จะช่วยในการก่อสร้าง มีเพียงแรงงานจากคนเท่านั้น แสดงให้เห็นถึงสติปัญญาอันเฉลียวฉลาดของคนในสมัยก่อน เพราะองค์พระเจดีย์ที่วัดใหญ่สูงมากเลยนะคะ


ด้านนี้เป็นพระอุโบสถคะ สามารถเดินเข้าไปนมัสการพระประธานด้านในได้คะ


พระพุทธรูปตั้งประดิษฐานรอบองค์พระเจดีย์ทั้ง 4 ทิศคะ สวยงามแปลกตาดี เปรี้ยวลองเดินนับดู เดินไปเดินมาลืมนับเลยอ่ะคะ เพราะมัวแต่คุยกันเรื่อง เพื่อนฝรั่งของเราเจอสุนัขไล่ 555 เดินยังไงไม่เข้าใจเลย แถมเพื่อนยังบอกว่า เพื่อนเค้าที่เดินทางมาก่อนหน้านี้ ได้เตือนไว้แล้วเรื่องสุนัขจรจัด ที่เมืองไทย หุหุ ^:^ ดังไปไกลถึงระดับโลก หุหุ.. แต่ที่อยุธยาสุนัขจรจัดเท่าที่ดูก็เยอะ อันนี้ยอมรับ แต่ที่กรุงเทพฯ หุหุ..ไม่อยากบอกว่าเยอะแค่ไหน แต่น่าจะเยอะกว่านะเปรี้ยวว่า 55 ^_^

โบสถ์เซนต์โยเซฟ : Saint Joseph Catholic Church, Ayutthaya.

โบสถ์เซนต์โยเซฟ หรือที่เรียกกันทั่วๆ ไปว่า โบสถ์นักบุญโยเซฟ คะ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บรรยากาศดีมากๆ เปรี้ยวชอบโบสถ์คะ เพราะโตมากับโบสถ์เลยนะ จำได้ว่าตอนเด็กๆ สับสนระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระเยซู หุหุ.... โบสถ์นักบุญโยเซฟแห่งนี้สร้างขึ้นโดยคณะมิชชั่นนารี จากประเทศฝรั่งเศส ในสมัยของพระนารายณ์มหาราช ซึ่งพระองค์ทรงพระราชทานที่ดินแก่คณะมิชชั่นนารีสำหรับสร้างโบสถ์ ต่อมาในช่วงเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 โบสถ์แห่งนี้ก็ถูกเผาทำลายไปด้วยเช่นกัน ราวปีค.ศ. 1831 คณะมิชชั่นนารีชาวฝรั่งเศสได้กลับมาที่นี่และสร้างโบสถ์ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง



แต่ตัวอาคารที่เห็นอยู่นี้ ได้รับการบูรณะในรัชสมัยของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 5 และได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลีคะ

สวยมากเลยคะ บริเวณรอบๆ โบสถ์ก็ร่มรื่นมากๆ




มุมนี้สวยเปรี้ยวชอบ หวังว่าเพื่อนๆ คงจะชอบเหมือนกัน ถ้าจะเดินทางมาที่นี่โดย รถยนต์ หรือ รถมอเตอร์ไซด์ก็อย่าแปลกใจนะคะ ว่าทำไมไม่เห็นทางเข้า เพราะในบริเวณเดียวกันกับโบสถ์เป็นโรงเรียนคะ จะมีพี่ยามยืนอยู่ด้านหน้า บอกพี่ยามเค้าได้เลย เค้าก็จะเปิดประตูให้คะ

Saint Joseph Catholic Church, Ayutthaya. When French missionaries were given lands from King Narai the great, They built this church as a centre of the French community, but the church was destroyed when Ayutthaya was attracked by the Burmese in the 18th century.
But the present building was built on the old church foundation in the period of King Rama V and designed by Italian architects.

เที่ยวหมู่บ้านโปรตุเกสที่อยุธยา : Portuguese Village in the 16th Century AD.

หมู่บ้านโปรตุเกสเป็นอีกสถานที่หนึ่งในจ. อยุธยา ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน และถือว่าชาวโปรตุเกสนั้นเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี ทำการค้าขายกับอยุธยา เป็นประเทศแรกๆ เลยก็ว่าได้ ในสมัยของพระไชยราชาธิราช พระองค์ทรงพระราชทานที่ดินแก่ชาวโปรตุเกสสร้างบ้านเรือน เพราะความดีความชอบที่อาสาเป็นทหารร่วมรบกับกองทัพสยาม

หมู่บ้านแห่งนี้ได้ถูกทิ้งร้างหลายปี หลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยาในครั้งที่ 2 หมู่บ้านแห่งนี้ก็ถูกเผาทำลายด้วยเช่นกัน ต่อมาในปี ค.ศ. 1984 กรมศิลปากรได้ขุดค้นบริเวณหมู่บ้านแห่งนี้ ได้พบหลักฐานมากมายที่บอกเล่าความเป็นมาของหมู่บ้านแห่งนี้


ภาพนี้เป็นบริเวณด้านหน้าหมู่บ้าน พบห้องอาบน้ำ, ห้องน้ำ และห้องสวดมนต์สำหรับบาทหลวง



บริเวณสุสานได้ถูกค้นพบในภายหลัง ราวปี ค.ศ. 1989 จากการตรวจสอบโครงกระดูกพบว่าผู้คนที่หมู่บ้านแห่งนี้ล้มตายเป็นจำนวนมาก เนื่องมาจากโรคระบาด


หากจะกล่าวถึงชาวโปรตุเกสที่คนไทยรู้จักดี น่าจะเป็นนาย Fesnando Mendes Pito ผู้เดินทางติดต่อค้าขายกับชาวเอเซียเป็นเวลานานถึง 21 ปี ซึ่งหลังจากที่นายเฟรนนันโดเดินทางกลับบ้านที่เมืองลิบปอน ( Lisbon ) เค้าได้เขียนหนังสือ ชื่อ Peregrinacan หรือ The Pilgrim ที่กล่าวถึงเรื่องราวต่างๆ ในสมัยอยุธยา


เที่ยวชมวัดมหาธาตุ, พระนครศรีอยุธยา : Wat Mahathat, Ayutthaya.

วัดมหาธาตุตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัดราชบูรณะมานัก เดินได้สบายๆ วัดมหาธาตุแห่งนี้ เป็นวัดเก่าแก่ และมีประวัติที่ไม่ค่อยชัดเจนมากนัก ว่าสร้างขึ้นเมื่อใด สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นราวศตวรรษที่ 14 ความสำคัญของวัดมหาธาตุแห่งนี้คือ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ และ เป็นที่พำนักของสมเด็จพระสังฆราช คะ






เล่ากันว่าในสมัยของพระเจ้าทรงธรรม พระปรางค์เคยพังลงมา ต่อมาในสมัยของพระเจ้าปราสาททองก็ทรงโปรดให้บูรณะพระปรางค์ขึ้นมาใหม่ จนกระทั่งในรัชสมัยของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 5 พระปราค์ก็พังทลายลงมาอีกครั้ง




เศียรพระพุทธรูปที่ใครได้มาที่วัดแห่งนี้ต้องมาถ่ายรูป เศียรพระพุทธรูปตั้งอยู่เป็นส่วนหนึ่งของต้นโพธิ์ไปแล้ว สวยมากๆ คะ เมื่อก่อนเคยเห็นแต่ภาพที่ลงในหนังสือและนิตรสาร มีทั้งที่เป็นของไทยและของต่างประเทศคะ เรียกว่ามุมนี้ของวัดมีชื่อเสียงมากๆ คะ น่าภูมิใจจัง ตอนที่เปรี้ยวมายังต้องยืนรอตั้งนาน กว่าที่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นจะถ่ายรูปครบหมดทุกคน รออยู่เกือบ 20 นาที

อีกมุมหนึ่งของวัดมหาธาตุ ที่อยุธยามีวัดสำคัญๆ หลายแห่ง สงสัยจะเที่ยวไม่ครบ เปรี้ยวมาอยุธยาทั้งหมด 2 ครั้งแล้ว ก็ไม่รู้เที่ยววัดได้ทั้งหมดกี่วัด ^_^ หุหุ สำหรับวัดราชบูรณะและวัดมหาธาตุก็ตั้งอยู่กลางเมืองอยุธยาเลยคะ การที่จะมาเยี่ยมชมก็สะดวก สามารถหาข้อมูลการเดินทางได้จากข้อมูลการเที่ยวชมวัดราชบูรณะที่เปรี้ยวโพสต์ไปแล้วคะ สำหรับวันนี้ บ๊าย บายคะ

เที่ยววัดราชบูรณะ พระนครศรีอยุธยา : Wat Ratchaburana, Ayutthaya Thailand.

วัดราชบูรณะเป็นสถานที่แรกในอยุธยาที่เปรี้ยวจะนำมาฝากคะ เป็นวัดที่สร้างขึ้นในรัชสมัยของ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 หรือ เจ้าสามพระยา พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 7 แห่งกรุงศรีอยุธยา และเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 4 จากราชวงศ์สุพรรณภูมิ
ซึ่งในบริเวณนี้ที่สร้างวัดนี้ เป็นบริเวณที่พระองค์ทรงถวายพระเพลิงศพให้กับ เจ้าอ้ายพระยา และ เจ้ายี่พระยา พระเชษฐาทั้ง 2 พระองค์ที่สิ้นพระชนม์ภายหลังจากการทำยุทธหัตถี เพื่อแย่งชิงพระราชสมบัติของพระราชบิดา คือ สมเด็จพระอินทราชา ซึ่งเสด็จสวรรคตลงในปี พ.ศ. 1967
สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่วิกิพีเดีย




และเหตุที่ทำให้วัดราชบูรณะเป็นที่รู้จักมากขึ้น คือ เรื่องกรุแตก คะ เหตุเกิดมาจากกลุ่มคนร้ายเข้ามาขุดกรุภายในพระปรางค์ และได้ขนสมบัติมากมายหลบหนี แม้ว่าเหตุที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถตามคนร้ายและทรัพย์สมบัติกลับมาได้เป็นบางส่วนก็ตาม ซึ่งภายหลังกรมศิลปากรได้ขุดกรุวัดราชบูรณะ และพบสมบัติล้ำค่าหลายชิ้น รวมเป็นทองคำกว่า 100 กก.

ซึ่งปัจจุบันได้เก็บรักษาสมบัติล้ำค่าเหล่านี้ที่พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา แม้เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเนิ่นานหลายปี แต่ก็เป็นที่น่าเสียใจอย่างมาก ที่คนเรามุ่งเห็นแต่ข้าวของเงินทอง จนไม่สนใจว่าเงินทองที่ตนหามานั้นจะมาจากการลักขโมย ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายเป็นอย่างมาก
วัดราชบูรณะในปัจจุบัน ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดีในฐานะโบราณสถานอันทรงคุณค่า
ส่วนด้านในพระปรางค์นั้น ก็เปิดให้เข้าชมคะ โดยจะมีบันไดทางเดินเชื่อมแต่ละชั้น รวมทั้งหมด 3 ชั้นคะ




การท่องเที่ยวในอยุธยา คุณสามารถเช่าจักรยาน คันละ 100 บ.หรือ มอเตอร์ไซด์ คันละ 200 บ. คะ ก็เลือกได้เลยตามแต่ชอบ และก็ยังมีรถตุ๊กแบบเหมา ราคา 400-600 บ. ขึ้นอยู่กับความใกล้-ไกลของวัด เฉลี่ยก็เที่ยวได้ 4-5 วัดคะ
ขอบคุณสำหรับข้อมูลจากหนังสือ AYUTTHAYA : Guide to art & architecture

แบกเป้เที่ยวพระนครศรีอยุธยา : Ayutthaya, Thailand.

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือ กรุงศรีอยุธยา ราชธานีของไทยในสมัยโบราณ เปรี้ยวมาอยุธยาพร้อมกับเพื่อนชาวต่างชาติ จะโชว์เมืองไทยให้เพื่อนเราดูซะหน่อย ว่าเมืองไทยเราก็ไม่ใช่เด็กๆ น๊า ถึงจะเจริญช้ากว่า แต่ก็มีดีน๊า อยุธยาเป็นจังหวัดลำดับต้นที่เปรี้ยวชอบมาก เพราะสนใจในเรื่องของประวัติศาสตร์ แม้จะมีความรู้เรื่องนี้แค่หางอึ่งก็ตามที ส่วนการเดินทางเปรี้ยวเดินทางด้วยรถไฟจากกรุงเทพฯ คะ ใช้เวลาไม่นานและสะดวกมากๆ



กรุงศรีอยุธยา มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และมีความเจริญในหลายๆ ด้าน เช่น การเมืองการปกครอง วัฒนธรรม มีการเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับชาวต่างชาติ มีพระมหากษัตริย์ปกครองประชาชนรวม 5 ราชวงศ์ แม้ว่าในเวลานั้นกรุงศรีอยุธยาผ่านศึกสงครามทั้งในและนอกราชอาณาจักรเป็นระยะๆ ก็ตาม แต่กรุงศรีอยุธยาก็ดำรงอยู่เป็นราชธานีได้นานถึง 417 ปีเลยนะคะ เริ่มน่าสนใจขึ้นบ้างรึยังคะ แล้วยังไงจะทยอยเอาสถานที่ที่น่าสนใจฝากนะคะ