Showing posts with label Malaysia. Show all posts
Showing posts with label Malaysia. Show all posts

เดินชมป้อมปราการที่ปีนัง : Fort Cornwallis, Penang

Fort Cornwallis เป็นป้อมปราการเก่าแก่ตั้งแต่สมัยนายพลเฟรนซิส ไรท์ ( Francis Light ) เดินทางสำรวจและค้นพบจอร์จ ทาวน์ ( George Town ) ป้อมปราการแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1786 ในครั้งแรกนั้นสร้างด้วยไม้ ต่อมาในปี ค.ศ. 1808-1810 จึงได้เปลี่ยนมาใช้โครงสร้างที่แข็งแรงขึ้น และยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน



ส่วนนี้เป็นห้องเก็บดินปืน และอาวุธคะ


ปืนใหญ่แบบนี้จะมีขนาดเล็ก นำเข้ามาจากประเทศอังกฤษ สังเกตได้ว่า ปืนใหญ่จากอังกฤษทั้งหมดสนิมขึ้นเป็นส่วนใหญ่ เพราะตากแดด ตากลมมานานปี



แต่ปืนใหญ่ลำนี้ใหญ่มาก และยังมีประวัติอันยาวนานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1603 สันนิษฐานว่าชาวดัทซ์ได้มอบปืนใหญ่ลำนี้แก่สุลต่านแห่ง Johor ภายหลังได้ตกอยู่ในการครอบครองของชาว Acehnese และได้ส่งต่อไปยังสุลต่านแห่ง Selangor และถูกขโมยอีกครั้งโดยโจรสลัด ก่อนที่จะมาสิ้นสุดและติดตั้งอยู่ที่ป้อมปราการแห่งนี้


จัดแสดงการตั้งค่าย เพื่อบอกเล่าถึงการอาศัยอยู่ในค่ายแห่งนี้ในสมัยนั้น



ที่นี่เป็นโบสถ์เล็กๆ ที่สร้างขึ้นในค่าย และเป็นสถานที่ที่ เฟรนซิส ไรท์ ( Francis Light ) ได้ทำพิธีสมรสกับคุณมาทิน่า ( Martina ) ที่โบสถ์แห่งนี้ในปี ค.ศ.1799



รูปปั้นของเฟรนซิส ไรท์ ( Francis Light ) ตั้งแสดงอยู่ที่ทางเข้า ซึ่งผู้ที่เป็นแบบในการปั้นหุ่นนี้คือ วิลเลี่ยม ลูกชายของท่าน ซึ่งวิลเลี่ยมคนนี้เอง ก็คือ ผู้ที่ค้นพบเมืองแอดิเลด ( Adelaide ) ที่ประเทศออสเตรเลียคะ


Penang : Georgetown, Malaysia

สถานที่ท่องเที่ยวที่เคยโพสต์ไปบ้างแล้วครั้งหนึ่ง แต่สำหรับครั้งนี้มีโอกาสไปอีกก็เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมาอีกเล็กน้อย มากระตุ้นความอยากเดินทางให้สนุกขึ้นอีกหน่อย อิอิ


Georgetown ก็เป็นเมืองมรดกโลกอีกเมืองของมาเลเซีย และเชื่อว่าคนไทยรู้จักกันดี อยู่ใกล้บ้านเราและจากที่เมืองนี้ก็สามารถเดินทางไปเมืองอื่นๆ ในมาเลเซียได้อย่างสะดวกสบาย แถมยังมี Ferry ไปตามเกาะต่างๆ เช่น ลังกาวี รวมไปถึงเมืองเมดานประเทศอินโดนีเซียเลยคะ เย็นๆ สามารถมานั่งชมวิวที่ท่าเรือได้


Little India เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจปีนังคะ ก็เป็นย่านร้านค้าของชาวอินเดีย เสื้อผ้าสไตล์อินเดีย เปรี้ยวลองแวะดู ราคาไม่ถูกนะคะ ก็แตกต่างไปตามคุณภาพ และจะมีตลาดนัดในวันอาทิตย์คะ






St George's Church สามารถเข้าชมภายในได้เฉพาะวันอาทิตย์ เวลา 8.30-10.30 น.เท่านั้นคะ ที่นี่โบสถ์แห่งนี้ นับว่าเป็นโบสถ์สไตล์ Anglican ที่เก่าแก่ที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1818 และที่นี่ก็ยังเป็นสุสานของกัปตันเฟรนซิส ไรท์ ผู้ค้นพบเกาะปีนังด้วยคะ


Victoria Memorial Clock Tower สร้างเพื่อถวายต่อพระนางเจ้าวิกตอเลียในปี ค.ศ. 1897 ความสูง 18 เมตร ปัจจุบันก็ยังคงตั้งอยู่ที่ริมท่าเรือ และสังเกตดูเวลาก็รู้ว่าหอนาฬิกาแห่งนี้ยังคงใช้งานได้ตามเดิม


Town Hall and City Hall เป็นอาคารที่สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1880 มีความสวยงามมาก ถ้าเทียบการทำงานก็น่าจะเป็นที่ว่าการอำเภอในสมัยโบราณ มีการซ่อมแซมดูแลรักษาอย่างดี
ปีนังก็เป็นอีกเมืองที่เดินทางง่ายๆ สบายๆ ใครสนใจก็ลองมานะคะ เปรี้ยวก็จะแวะมาบอกข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ หากผิดพลาดตรงไหนก็ขออภัยด้วย จะพยายามปรับปรุงคะ ใครมีข้อมูลอย่างแชร์ หรือสอบถามก็ได้เลยนะคะไม่ว่ากัน


แบกเป้พักผ่อนที่เกาะพังกอ : Pulau Pangkor Part 2, Malaysia

วันนี้เอารูปมาฝาก ที่นี่เงียบมาก เราเดินเล่นอยู่เจอเพื่อนชาวเยอรมันที่แชร์ขารถกับเราตอนขามา ก็ถามว่าเคยมาที่นี่แหละ เค้าบอกว่ามาเมื่อเดือนที่แล้ว ชอบก็เลยกลับมาอีก อีกอย่างคือ เค้าแบกเต้นท์มาด้วย อาศัยนอนริมหาดที่หมู่บ้านชาวประมง ประหยัดค่าที่พักไปหลายตังค์ หุหุ เป็นการเดินทางที่ง่ายดีเหมือนกัน


ปลาตัวน้อย นอนตายอยู่ริมหาด ทรายที่นี่สะอาดมากเลย

ด้านหลังช่องเขานี่ มีรีสอร์ทหรู ประมาณว่าสร้างบ้านไว้กลางน้ำเหมือนที่มัลดีฟ์เป็นเกาะส่วนตัว ราคาค่าที่พักแพงมาก หลักหมื่นขึ้นไป หุหุ

นกเงือก ที่บ้านเราหาดูยากมาก แต่ที่นี่ชาวบ้านเค้าจะเทเศษข้าวทิ้งไว้ให้ มันก็จะบินลงมากินคะ เปรี้ยวเห็น 3 ตัวแถมคุ้นกับคนอีกด้วยคะ






ถึงเวลาต้องกลับแล้ว รถโดยสารของเราคันนี้คะ ขากลับเราเสียค่าโดยสาร 12 ริงกิต ประหยัดมาอีกหน่อย จบทริปเกาะพังกอ เราใช้เวลาพักที่นี่ 3 วัน 2 คืน แต่สำหรับเปรี้ยว ถ้าถามว่าชอบมาเลเซียไม๊ ก็ดีคะแต่ไม่ได้ชอบมาก ชอบเป็นบางอย่าง ชอบการเดินทางสะดวกดี แต่อันดับ 1 ในใจก็ยังเป็นอินโดนีเซียอยู่ดี ชอบมากๆ จากที่นี่เราเดินทางกันต่อไปที่ปีนัง แล้วมาเจอกันทริปหน้านะคะ

วันฟ้าใสที่เกาะพังกอ : Pulau Pangkor, Malaysia.

จากกัวลาลัมเปอร์เราออกเดินทางเวลา 10 โมงเช้า เพื่อมาที่เกาะพังกอ หรือ Pulau Pangkor เป็นเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่ทางเหนือของกรุงกัวลาลัมเปอร์ นั่งรถบัสประมาณ 5 ชม.ก็จะถึงเมือง Lumut จากนั้นนั่ง ferry ไปอีกประมาณ 30 นาที ชื่อเกาะนี้คุ้นๆ ไม๊คะ แต่เปรี้ยวนึกไม่ออกว่าเคยได้ยินจากที่ไหน เหตุที่มาที่นี่เพราะดูท่าทางมันน่าจะเงียบดี เลยลองมาดู กลับจากบาหลีไม่กี่วันมีอาการตัวร้อนอยู่บ้านไม่ได้ หาเรื่องจริงๆ เรา



ท่ารถโดยสารประจำทางที่เมืองกัวลาลัมเปอร์ ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะหารถได้ยังไง ที่ไหนได้ เราก็ดูตามช่องบันไดว่า รถเราจอดช่องไหน พอถึงเวลาก็เดินลงไป รถก็จะจอดคอยอยู่เลยคะ

เรามาถึงที่เมือง Luwut ประมาณบ่าย 3 โมงก็ต่อ Ferry ค่าโดยสารไป-กลับ 10 ริงกิต ( 1 ริงกิตประมาณ 10 บ. )


ที่นั่งด้านใน Ferry ดูอึดอัดเล็กน้อย และแมลงวันเยอะมากคะ เพราะที่เมืองนี้เค้าทำพวกอาหารทะเลตากแห้งขายคะ เข้าเมืองมาก็ได้กลิ่นเลยคะ (ไม่เว่อร์นะ ได้กลิ่นจริงๆ)


ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีเราก็มาถึงเกาะพังกอ ที่นี่ไม่มีรถแท็กซี่ แต่จะเป็นรถตู้สีชมพู ราคาเหมาคันละ 15 ริงกิต เราต้องนั่งรถจากท่าเรือไปที่หาด Teluk Nipah โชคดีเราเจอฝรั่งชาวเยอรมันที่เค้ามาก่อนหน้าเรา มารวมแชร์ค่าโดยสาร แถมพี่แกเก่งมากมองหาเพื่อนร่วมทางเป็นลุงกับป้าชาวสวีเดน สรุปเราได้จ่ายแค่ 3 ริงกิตต่อคน ทั้งหมด 5 คน หุหุ ประหยัด


ช่วงที่เราเดินทางเป็นปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา เป็นช่วงที่จะหมดเดือนรอมฏอน หรือช่วงเวลาถือศีลอดของชาวมุสลิมพอดี เราเข้าพักที่ Plam Beach Resort เจ้าของเป็นมุสลิม เธอบอกว่าช่วงนี้ไม่มีลูกค้าเลยและอีกเรื่องคือ พี่สาวของเค้าเพิ่งจะเสียชีวิตลงก่อนหน้าที่เราจะมาที่นี่ 1 วัน เธอจึงบอกขอโทษ หากจะไม่ได้อำนวยความสะดวก เราก็บอกไปว่าไม่เป็นไร สังเกตได้จากห้องพัก ตอนที่เรามามีคนญี่ปุ่นพักอยู่แค่ 2 ห้องเท่านั้น เธอให้ห้องริมกับเรา สามารถมองเห็นวิวทะเลได้ ปกติราคา 95 ริงกิต แต่เปรี้ยวจ่ายแค่ 75 ริงกิตเท่านั้นคะ



ห้องพัก เป็นห้องขนาดเล็กะทัดรัดคะ



หลังจากเก็บข้าวของเรียบร้อยก็มาเดินเล่นที่ริมชายหาด มองหาร้านอาหาร เห็นเปิดอยู่ 1 ร้านเป็นอาหารอินเดีย แต่เรากินอาหารอินเดียที่กัวลาลัมเปอร์ไปแล้ว เลยขอบายก่อน เมืองนี้เงียบเชียบ สำรวจดูเจอแค่มินิมาร์ท เปิดอยู่อีก 1 ร้าน วันนี้สงสัยต้องกินมาม่า อย่าถามถึงนักท่องเที่ยวเลยคะ ที่นี่นักท่องเที่ยวน้อยมาก เท่าที่ดูด้วยสายตาไม่น่าจะถึง ร้อยคน อิอิ แบบนี้เราชอบ






เปรี้ยวนั่งที่ริมหาดจนเย็น ก็เดินมาซื้อของกิน กลับไปกินที่ห้องพัก เรามีที่ทำน้ำร้อนมาด้วย ไม่กลัวอด ลองกินมาม่ามาเลย์ หุหุ กินรสต้มยำกุ้งก่อน จากนั้นต่อด้วยรสผัก รสชาติสู้บ้านเราไม่ได้ บ้านเราแซ่บกว่า แต่มาม่ารสผักอร่อยใช้ได้ อิ่มไปอีกวัน หุหุ


สำหรับวันนี้ Salamat Jalan แปลว่า Good bye คะ

แบกเป้ไปกัวลาลัมเปอร์ : Kuala Lumpur, Malaysia

เราเดินทางจากกรุงเทพฯ ครั้งนี้ ไม่มีแผนการเดินทางเลย เก็บข้าวของอย่างรวดเร็ว ที่ขาดไม่ได้คือ ไกด์บุ๊คและกล้องถ่ายรูป เตรียมตัวเสร็จเกือบ 6 โมงเย็น เป็นเวลาเช็คอินพอดี จากนั้นตรงดิ่งไปที่สนามบินกลัวตกเครื่องมากๆ ไปถึงเครื่องดีเลย์ 55555 เราไม่เคยเจอเครื่องดีเลย์มาก่อนครั้งนี้ครั้งแรกจากที่ต้องเดินทาง 2 ทุ่มครึ่ง กลายเป็น 4 :15 น. เป็นการประเดิมการเดินทางแอร์เอเซียมาเลเซียครั้งแรก^_^ จำไม่ได้ว่าถึงสนามบิน KLM กี่ทุ่ม แต่รู้สึกว่าดึกมากแล้ว เราเลยมองหามุมสงบ เพื่อพักผ่อน ประหยัดค่าโรงแรม ค่อยเข้าเมืองตอนเช้า สุดท้ายเราได้มุมดี เสียอย่างเดียวที่เก้าอี้เป็นเหล็ก เก้าอี้สนามบินสุวรรณภูมิดีกว่า หุหุ



เรานอนที่นี่แหละคะ หลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน เราตื่นนอนตอนตี 4 มีคุณลีโอเป็นเพื่อนร่วมทางเดินหาซื้อน้ำพร้อมเดินหารถบัสเพื่อเข้าเมือง สนามบินแห่งนี้ไกลจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ 72.5 กม. เปรี้ยวและคุณลีโอเดินทางด้วยรถบัส เพื่อไปลงที่ China Town ค่าโดยสาร 8 ริงกิตต่อคนคะ


เราตัดสินใจพักที่เก้สต์เฮ้าส์ย่าน China Town ตึกเก่าๆ แต่สะอาด ราคาคืนละ 65 ริงกิตชื่อว่า Lok Ann ตึกเหมือนในหนังผีจีนเลยคะ ได้บรรยากาศน่ากลัวไปอีกแบบ อิอิ




China Town ตอน 5 โมงเย็น ร้านค้าพึ่งเริ่มตั้ง เราเลย ตัดสินใจเดินไปที่ตึกปิโตรนาสก่อน แล้วค่อยกลับมาเดิน China Town ในตอนค่ำ








เดินมาถึงที่ KLCC เห็นเค้ากำลังแสดงดนตรีพื้นเมืองของชาวมาเลย์พอดี ที่ KLCC ก็เป็นห้างสรรพสินค้าที่ตั้งอยู่ในอีกส่วนของตึกปิโตรนัสคะ ด้านหลังเป็นสวนสาธารณะ KLCC Park เปรี้ยวชอบกัวลาลัมเปอร์มากๆ ตอนแรกคิดว่าคงเหมือนกรุงเทพฯ แต่ที่นี่สะอาดกว่า ไม่ใช่ว่าบ้านเราไม่ดีนะคะ คือเปรี้ยวเป็นคนชอบเดินคะ แต่ที่เปรี้ยวไม่ชอบกรุงเทพ เพราะกรุงเทพมีทางเท้าแต่เดินไม่ได้ สวนสาธารณะมีน้อย ที่มาเลเซียยอมรับว่าผังเมืองดีกว่า ทางเท้ากว้าง เดินสะดวก สะอาด






ตึกปิโตรนาส ( Petronas Towers ) เปิดให้เข้าชมได้ในปี ค.ศ. 1998 เป็นตึกแฝดที่มีความสูงถึง 451.9 เมตร เคยเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกมาก่อน แต่หลังจากปี ค.ศ. 2004 ตึกไทเป 101 ได้แย่งตำแหน่งนี้ไป อย่างที่ทราบคือ ที่นี่เป็นสำนักงานใหญ่ของบ.ปิโตรนาส เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของมาเลเซีย ประกอบการด้านพลังงานคะ ตอนกลางเป็น Skybridge ซึ่งเป็นทางเชื่อมระหว่าง 2 ตึก ทางเชื่อมอยู่ที่ระดับความสูง 170 เมตร เค้าให้ขึ้นไปชมวิวด้านบนได้ด้วยนะคะ โดยจะมีบัตรเข้าชมแจกฟรี เวลา 8.30 น. จำนวน 1400 บัตรต่อวันเท่านั้นคะ





กัวลาลัมเปอร์ยามค่ำคืน เดินมาเจอผับคนไทยด้วย ได้ยินเสียงเพลงไทย แต่เปรี้ยวจำชื่อไม่ได้ว่าชื่ออะไร





เดินกลับมาที่ China Town โอโห..แหล่งเลยอ่ะคะ ของขายเยอะมากๆ พวกกระเป๋าก๊อปปี้แบนด์เนมทั้งหลาย แต่เปรี้ยวไม่ได้ซื้อหรอกคะ ไม่มีสตางค์ อิอิ แต่ดูแล้วคุณภาพดี เดินมาเรื่อยๆได้ยินเสียงเพลง ต่าย อรทัย หุหุ คนไทยมาขายผลไม้ที่นี่ เปรี้ยวเจอ 2 ร้านเลย ราคาเท่ากับที่บ้านเรา ราคา 10 บ. เดินจนเมื่อยขา ก็กลับโรงแรมเพราะพรุ่งนี้ต้องเดินทางต่อ จบทริปกัวลาลัมเปอร์แล้วคะ


แบกเป้เที่ยวสุมาตรา ตอนที่ 1 ปีนัง : Penang

เราเดินทางครั้งที่ 2 สู่เกาะสุมาตรา อินโดนีเซียด้วยสายการบินหางแดงมาที่ปีนัง และก็ต่อจากปีนังไปยังเมดานจะเดินทางด้วยเครื่องบินก็ใช้เวลา 1 ชม.มีวันละ1 เที่ยวบิน ค่าตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับประมาณ 2000 บ.ค่ะ ปกติเราว่าน่าจะราคาใกล้เคียงกัน แต่ตอนนี้เราเดินทาง เราจองโปรโมชั่นจึงได้ราคาถูกค่ะหรือเรือเฟอรรี่ใช้เวลาในการเดินทาง 5 ชม. เรือจะมี 3 เที่ยวต่อสัปดาห์ คือ จันทร์ พุธ ศุกร์ ราคาเที่ยวเดียว 150 ริงกิต ไป-กลับ 240 ริงกิตค่ะ เชื่อว่าคนไทยหลายคนเริ่มรู้จักเมืองนี้แล้ว แถมบางคนรู้จักดีกว่าเราอีก โดยรวมเราชอบเมืองเก่า George Town เรามาปีนังส่วนใหญ่ก็เดินดูเมืองอย่างเดียว ครั้งนั้นเรามีเวลาที่ปีนังแค่วันเดียวช่วงรอเครื่องหางแดง พาบินข้ามไปยังเกาะสุมาตรา ค่าตั๋วถูก โชคดีจัง โรงแรมที่เลือกก็โรงแรม Stardust เกสต์เฮ้าส์ ราคาคืนละ 35 ริงกิต (350 บ.) ห้องเล็ก สะอาด มีห้องอาบน้ำให้แต่ไม่มีห้องน้ำ ( งงไหมค่ะ คือว่าอาบน้ำอย่างเดียว ถ้าจะทำธุระอย่างอื่น ก็ต้องใช้ห้องน้ำรวม ) ที่มาเลเซียเวลาจะเร็วกว่าไทย 1 ชม. ( จริงๆ ก็เท่ากันแหละแต่ทำให้มันเร็วกว่า ) ซะงั้น






ด้วยเวลาที่สับสน ไอ้เราก็นอนไม่หลับ เลยออกมาเดินเล่นก็ปาไป 9.00 น.(ไทย 8.00 น.) พี่แกนอนไม่มีร้านไหน เปิดเลย เงียบเชียบ พอสายว่าจะเดินมาดูโรงแรมสไตล์จีน ซะหน่อยเป็นตึกเก่า เปิดให้เข้าชม 2 รอบ คือ 11.00 และ 15.00แต่เรามามัน 11.20 น. แล้วพี่ยามเค้าไม่ให้เข้า เค้าบอกให้มาอีกทีบ่าย 3 โมง เราก็เลยอด เราเจอฝรั่งคนหนึ่งมาจากอังกฤษเค้าบอกว่าอยู่ที่พัทยาพูดด้วยความภูมิใจว่าอังกฤษฉลาดสร้างเมืองได้ดี มาถามเราชอบที่นี่ไหม เราก็บอกชอบ แล้วพี่ฝรั่งเค้าก็บอกว่าที่เมืองไทยไม่มีอะไรให้ดูมากเท่าเมืองนี้ เราเลยถามว่า อยู่เมืองไทยมานานยัง พี่แกก็ตอบว่า 2-3 ปีเราเลยบอกว่าจริงๆ เมืองไทยไม่ค่อยมีอะไรให้ดู ให้เที่ยว จริงๆ ยูน่าจะลองย้ายไปอยู่ที่อื่นที่มันน่าอยู่มากกว่าเมืองไทย (แหมมาอยู่บ้านเค้าแล้วยังมาว่าอีก) แต่เรานะแอนตี้นิดๆ ฝรั่งที่ชอบว่า แต่เราก็รู้ว่าบางอย่างเค้าก็พูดถูก แต่บางเรื่องก็ยอมไม่ได้จริงๆ






George Town เป็นเมืองหลวงของรัฐปีนัง ชื่อ จอร์จ ทาวน์ ก็มาจากชื่อของ พระเจ้าจอร์จที่ 3 ของประเทศอังกฤษ และได้รับเลือกเป็นมรดกโลกด้วย เมืองแห่งนี้ได้รับการค้นพบโดยกัปตัน Francis Light ในปี ค.ศ. 1786 ซึ่งในขณะนั้นอังกฤษกำลังมองสถานที่ เพื่อทำท่าเรือขนส่ง นายฟรานซิส ได้รับอนุญาติจากสุลต่าน Kedah สร้างท่าเรือขึ้นเพื่อขนส่งสินค้า จอร์จ ทาวน์ จึงกลายเป็นเมืองเศรษฐกิจเมืองหนึ่งเลย และ ยูเนสโกได้แต่งตั้งจอร์จ ทาวน์เป็นเมืองมรดกโลกในปี 2008 ปัจจุบัน จอร์จ ทาวน์ ก็ยังเป็นเมืองที่สวยงามไปด้วยตึกราม บ้านช่องที่คงสภาพเดิม สวยมากเลยค่ะ




ปัจจุบันรัฐปีนังแห่งนี้ก็ยังเป็นเมืองเศรษฐกิจของมาเลเซีย ที่นี่มีประชากรชาวจีนและชาวมลายูอาศัยอยู่รวมกัน และเป็นรัฐเดียวที่มีชาวจีนอาศัยอยู่มากที่สุด George Town จะมีมุมสวยเยอะโดยเฉพาะที่ท่าเรือ แต่เราดันหารูปไม่เจอ ใครกำลังมองหาที่เที่ยวที่ใหม่ เราว่าปีนังก็ไม่เลวนะเราว่า พอบ่ายเปรี้ยวก็เดินทางไปสนามบิน( เดี๋ยวไม่ได้ขึ้นเครื่องล่ะแย่เลย ) เพื่อเดินทางต่อไปอินโดนีเซีย
ข้อมูลอ้างอิง
Lonely Planet
Wikipedia