Showing posts with label About Life. Show all posts
Showing posts with label About Life. Show all posts

วันหยุดสุดสัปดาห์กับตำรวจอินโดนีเซีย ?

วันนี้เปรี้ยวมีนัดให้คนมาทำความสะอาดบ้านพักให้ จริงๆ ทำเองก็ได้คะ แต่สัญญาไปแล้วว่าจะให้มาทำ เมื่อทำกิจวัตรและงานเสร็จเรียบร้อย เราก็คิดว่าน่าจะออกไปข้างนอก เพราะไม่อยากมานั่งเฝ้าให้เค้าทำความสะอาด เดี๋ยวเค้าเกร็งทำอะไรไม่ถูก ก่อนออกจากบ้านเอากุญแจไปฝากพี่เจ้าบ้านเสร็จแล้ว


เราเดินทางพร้อมมอเตอร์ไซด์ที่เช่าใช้ (หวังว่าจะมีเงินซื้อมอเตอร์ไซด์เป็นของตัวเองได้ในอีกไม่นาน ) จ่ายเป็นรายเดือน เปรี้ยวออกเดินทางเวลาประมาณบ่ายโมง เดินทางมาทางทิศเหนือของอูบุด ผ่านหมู่บ้านอันดง ( Andong ) ที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดี เพราะเป็นตลาดไม้แกะสลัก ของฝากที่ใหญ่ที่สุดในอูบูด แต่ส่วนใหญ่จะขายราคาส่ง คือต้องซื้อทีละเยอะ มาเรื่อยๆ อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ อีก 5 กม.จะถึงทะเลสาบ คนใส่เสื้อสีเขียวเดินข้ามมาให้เราหยุดมอเตอร์ไซด์ โอแม่เจ้า... ตำรวจอินโดนีเซีย



เปรี้ยวยิ้มหวานทัก ตายล่ะหว่าภาษาอินโดนีเซียยังแย่ แต่หน้าให้ หวังว่าพี่แกคงไม่ถามมาก ยืนยิ้ม ทั้งๆที รู้ดีว่า



1/เป็นเวลานอกราชการของที่นี่แล้ว และวันนี้มันก็วันเสาร์



2/ไม่มีด่านแจ้งบอกว่าจะมีการตรวจ พี่แกแค่จอดรถข้างทาง แล้วโบกให้จอดสังเกตมีทั้ง 4 คน



3/ สุดท้ายเป็นสถานที่ที่ไม่น่าตั้งด่าน เพราะป่าท้ายหมู่บ้าน รอบข้างมีแต่สวนกาแฟ



สาวไทยยืนยิ้ม : Salamat Siang สวัสดีตอนสาย ถึงบ่าย อ่านว่า สะ รา มัด ซี ยาง
พี่แกทักทาย ถามว่าจะไปไหน กินข้าวยัง? อันนี้เข้าใจ ตอบได้


สุดท้ายพี่แกมาชุดใหญ่อินโดฯ ซะยาว ตรงนี้แหละ คือจุดอ่อนฟังไม่รู้เรื่อง ได้แต่ยืนยิ้ม พี่แกรู้แล้วว่าไม่ใช่อินโดฯ หุหุ แบบว่าดูท่าทางเค้าก็ดีนะ ยิ้มตลอด ไม่มีพูดไม่ดี


ยิ้มสู้ แล้วพี่แกก็ถามว่ามาจากไหน ตอบว่ามาจากอูบุด แต่เค้าก็ถามมาเป็นภาษาอังกฤษว่า Where are you from? หุหุ



เราเลยตอบว่าเป็นคนไทย มาเที่ยวอันนี้โกหก อิอิ เช่ารถมอเตอร์ไซด์มาจากอูบุด เข้าทางพี่แกแล้ว ถามถึงใบเสร็จเช่ารถ เราไม่มีเพราะอากุงเป็นเพื่อน เราก็ไม่เคยขอ( แต่อันนี้เราไม่พูด ) แกล้งดูเอกสารมอเตอร์ไซด์ต่อ



ถามต่อว่ามีใบขับขี่สากลไม๊ อันนี้แหละจบเห่ ไม่มีคะ( จริงๆ เรายังไม่มีใบขับขี่ด้วยซ้ำไป จะมีได้ยังไงก็เพิ่งขี่มอเตอร์ไซด์ที่อินโดฯ ) เราตอบตามจริงไม่มีโกหกแต่โกหกว่ามีใบขับขี่ของไทย หุหุ เพราะเราไม่อยากให้เค้ายุ่งเรื่งเอกสาร แล้วดูโน้นดูนี่
เราบอกว่าไม่มี อ้างนิดหนึ่งว่าไม่เห็นมีใครบอกเลยว่าต้องใช้ แกล้งพูดไปงั้นแหละเรื่องจริง คือมันต้องใช้คะ
แล้วพี่แกก็โชว์ใบเสร็จว่าชาวต่างชาติต้องมีใบขับขี่สากล แล้วยิ้ม ถ้าไม่มีปรับ มอเตอร์ไซด์ 250000 RP. รถยนต์ 1000000 Rp.



แต่ถ้าเราจะจ่ายเงินตอนนี้เลยเค้าก็บอกว่าไม่มีปัญหา ภาษาอังกฤษ No problem ภาษาอินโดนีเซีย Tidak Apa Apa ฮ่าฮ่า


พี่แกเปิดทางมา เราสนองตอบขอจ่าย 50000 RP. แต่พี่แกมองไปข้างหลัง บอกในๆ ว่าไม่พอเพราะมี สี่คน แล้วเค้าก็ขอมาที่ 100000 Rp. หรือประมาณ 100000/8500=11.7 ดอลล่าร์ แต่เป็นเงินไทยก็หารด้วย 270 เป็นเงิน 384.60 บาท สมองเริ่มทำงานดี น่าโมโห ก่อนหน้าทำงานช้าเหลือเกิน มั่วๆ เนียนๆ ไป นะ ผ่านไปนานล่ะ


สรุปคือจ่าย รอบข้าง เหลือเราคนเดียว บรรยากาศไม่น่าอยู่นาน ก่อนหน้ามีรถมอเตอร์ไซด์ฝรั่งกะสาวอินโดฯ ผ่านไปแล้ว แล้วก็รถยนต์หนึ่งคัน เค้าไปแล้ว
แล้วเราก็ถามว่า เราจ่ายแล้ว ข้างหน้ามีตำรวจอีกป่าว? ถ้างั้นจะได้กลับอูบูด พูดแบบทีเล่นทีจริงๆ เรื่องจริงไม่กลับหรอก


พี่แกตอบมาว่า ไม่มีแล้ว แต่ถ้าเจออีกก็บอกให้โทรมาตรงนี้ แล้วเค้าก็บอกว่าให้พิเศษแล้ว special อันนี้เข้าใจแล้ว อารมณ์ดี ( ช่ายสิ ได้เงินแล้วนิ ) เราก็ตอบด้วยอารมณ์ดี ว่า Terima kasih ขอบคุณ ยิ้มแล้วก็บอกลา



"ออกจากบ้านมีเงิน 170000 Rp. จ่ายตำรวจไป 100000 Rp. เหลือเงิน 70000 Rp. ประมาณ 259 บาท สรุป หมดตูด อิอิ "


อินโดนีเซีย ประเทศคอลัมชั่น อันดับต้นๆ เงินเดือนที่ได้ อาจน้อยมากๆ แต่ถ้าทุกคนยอมจ่ายคล้ายเราก็หมดปัญหาแค่วันนี้ แต่ปัญหามันเรื้อรังเพราะมันกลายเป็นสิ่งที่ต้องทำ อนาคตแก้ยาก ประเทศไทยถามว่าเรื่องนี้มีไม๊ ไม่ต่างกัน แต่ไม่มีใครพูด รู้กันอยู่ จึงได้เป็นเหมือนทุกวันนี้ คือ แก้ยาก เรามองทุกอย่างอย่างเข้าใจว่ามันมีผลพ่วง และช่องโหว่ที่เอื้ออำนวยให้ ประกอบกับเราเองก็มีส่วนในความผิดที่ไม่มีใบขับขี่
สรุป วันนี้เสียเงินไป เพื่อสนับสนุนรัฐบาลอินโดนีเซีย เล็กๆ น้อยๆ เพื่อปากท้องของตำรวจชั้นผู้น้อยที่นี่ 5555555







งดแบกเป้ชั่วคราว :)

มาอัพบล็อกแล้วจ้า ตอนนี้อยู่ที่บาหลีคะ มาได้สักพักแล้ว อยู่กรุงเทพฯไม่ไหว เพราะทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด เปรี้ยวตั้งใจมาบาหลีตั้งแต่แรก พอกลับกรุงเทพฯ ก็ยังคิดถึง แรกๆ ก็ทุลักทุเล ตอนนี้เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว เลยเริ่มอัพบล็อกอีกครั้งคะ

ช่วงนี้ที่อูบุคช่วงนี้ก็ดูคึกคักเพราะมีนักท่องเที่ยวมากขึ้น อากาศคล้ายหน้าหนาวบ้านเรา มีฝนบ้างเล็กน้อย ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของเกาะเลยก็ว่าได้ เปรี้ยวติดต่อกับเพื่อนชาวอินโดนีเซียก่อนมา และบางคนที่เป็นชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่นานแล้วช่วยหางานให้ อากุงช่วยหาบ้านเช่าให้ในราคาที่พอดี แต่ก็ไม่ถูกเท่าไหร่ อิอิ เจ้าของบ้านใจดีและก็เป็นญาติกับอากุง เปรี้ยวเลยโชคดี ได้บ้านหลังมุม ขนาดคล้ายบังกะโลสไตล์บาหลีหลังเล็กๆ กับประตูโบราณมากๆ คราวหน้าจะเอารูปมาฝากนะคะ อาณาเขตภายในก็ประกอบด้วยบ้านเจ้าของบ้านครอบครัวอากุง โอการ์ เจ้าของ รวมแปดชีวิต ส่วนบังกะโลหลังที่สองอาสาสมัครชาวฮอลแลนด์เช่าอยู่ ถัดมาก็เปรี้ยว ส่วนอีกหลังยังว่าง อาณาเขตบ้านก็ไม่กว้างเท่าไร แต่ก็อยู่กันอย่างเงียบสงบ ตรงกลางบ้านเป็นศาลาของครอบครัวเวลามีงาน ส่วนอีกด้านเป็นวัด คนบาหลีเรียก Family Temple ใช้สวดมนต์เช้าตรู่และตอนเย็น และเป็นที่กราบไหว้บรรพบุรุษและเทพเจ้าคะ



ชีวิตในอูบุคของเปรี้ยวก็แบบเรียบง่าย เริ่มปรับตัวได้และเริ่มเรียนภาษาอินโดนีเซียด้วยตัวเองเพื่อการสื่อสารที่ดีมากขึ้น กว่าจะตัดสินใจมาได้ก็นานหลายเดือน หวังไว้ในใจลึกๆ ว่าเราทำได้ วันนี้มาอัพบล็อกแค่สั้นๆ แล้วคราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อนะคะ


ปีใหม่กับการเริ่มต้นแบบใหม่ที่ต้องไม่เหมือนเดิม

แล้วปีนี้ก็มาถึง อิอิ หมายถึงว่าถึงเวลาที่จะต้องหางานทำ โอ..แม่เจ้า เราจะทำงานอะไรดีน๊า???? ที่กรุงเทพฯ ห่างหายจากการทำงานไปหลายปี ช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ทำโน่นนิดนี่หน่อย เพื่อให้ได้เงินค่าเดินทาง แต่เปรี้ยวรู้อยู่ตลอดเวลาว่าทุกคนต้องทำงาน เพื่ออะไร.. เพื่อพิสูจน์ศักยภาพที่เรามี..แบบว่าให้ดูดี หุหุ

ตื่นแต่เช้าเตรียมตัวทำรีซูเม่ เพื่อส่งจ.ม.รัก เออ!!!! ไม่ใช่จ.ม.สมัครงาน หุหุ บรรยายสรรพคุณอย่างดี ส่งไปที่แรก คืนงานที่พิลิปปินส์ หลังจากนั้น 2 วันเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น โอ..แม่เจ้า 7 โมงเช้า

Hello.. My name is Judy?? โอ๊ะ.. ใครโทรมาตอนนี้นะเนี่ย เสียงภาษาอังกฤษแปลกๆ งง แล้วจูดี้ก็ถามกลับมาว่า " ฉันได้รับอีเมล์จากคุณเรื่องการสมัครงาน ตำแหน่ง .... สะดวกคุยกับฉันรึเปล่าคะ?"



แล้วก็ตอบกลับไปด้วยความงัวเงีย "ได้คะ "

แล้วก็เริ่มต้นคุยกับจูดี้ สุดท้ายจูดี้ถามมาว่า " คุณสามารถเดินทางไปพิลิปินส์ได้ตลอดเวลาเลยใช่ไม๊?? " ตอบกลับไปอีกว่า " จูดี้ทุกอย่างมันเร็วมากเลย ฉันตั้งตัวไม่ทัน ฉันขอเวลาคิดหน่อยได้ไม๊?"
จูดี้ที่อยู่ปลายสายเงียบ....T_T
เค้าก็คงงงว่า อ้าว ยายคนนี้..ตกลงมันจะเอาไงแน่เนี่ย? ไอ้เราก็งงตัวเอง
สุดท้ายบอกไปว่าขอคิดดูก่อน โอ...แม่เจ้า ทำไมเราเป็นคนแบบนี้น๊า เอาล่ะรอดูงานที่กรุงเทพฯ ก่อนถ้าไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที บทสรุปยังอยู่ในสภาพตกงาน ..หุหุ.. เรียบร้อย ตอนบ่ายหันหน้าเข้าพระ^_^ แบบว่าหาที่พึ่งทางใจ หุหุ.. สวดมนต์ ไหว้พระ " สาธุ หลวงพ่อ ขอให้ได้งานทำทีเถิด จะไม่เกี่ยงงานแล้ว"

เริ่มต้นปีใหม่กับเรื่องส่วนตั๊ว ส่วนตัวปีนี้ จากนั้นก็รอโทรศัพท์ต่อไปเริ่มหางานได้ 1 สัปดาห์พอดี จะมีที่ไหนเค้ารับเราบ้างน๊า ..อิอิ เปรี้ยวก็เริ่มปลอบใจตัวเองว่าในเวลาอย่างนี้เป็นเวลาที่ดีที่สุด ที่เราจะต้องคุยกับตัวเอง ที่สุดแล้วตนต้องเป็นที่พึ่งของตน ไม่มีคำว่าสาย หุหุ..สู้ต่อไป..


วันพักผ่อนอีกวันนึงที่อบอวลไปด้วยกลิ่นบุญ : Help People In Haiti.

วันนี้ก็ไปเดินเที่ยวตลาดนัดสวนจตุจักรตามแบบฉบับขาประจำ เดินเหมือนเป็นเจ้าของตลาด ไปไม่รู้จักเบื่อเลย และวันนี้หนูเปรี้ยวก็เดินซะเหนื่อย หลังจากที่ละลายทรัพย์ในกระเป๋าจนสำราญใจ เปรี้ยวก็เดินไปทานข้าวคะ ได้ยินเสียงดังๆ พูดถึงการขอเงินบริจาคเพื่อจะนำเงินไปซื้อข้าวแก่ผู้ประสบภัยที่ประเทศเฮติ มองไกลๆ เห็นพระนั่งอยู่เพื่อขอรับบริจาค สังเกตว่าเอ้..เคยเห็นพระองค์นี้ที่ไหน? สุดท้ายก็มาถึงบางอ้อ ว่าท่านคือเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทน้ำพุ ซึ่งหลวงพ่อท่านได้ช่วยเหลือผู้คนที่ไร้ที่พึ่งมากมาย หลังจากที่ทานข้าวเสร็จเรียบร้อยจึงเดินเข้าไปบริจาคเงินกับหลวงพ่อด้วยคะ พอนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นที่ประเทศเฮติก็ยิ่งสงสารต่อชะตากรรมของผู้ประสบภัย เปรี้ยวเห็นคนที่เดินผ่านไปมาก็จะแวะมาบริจาคเงินให้หลวงพ่อเพื่อการช่วยเหลือในครั้งนี้ ก็มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติคะ น่าปลื้มใจที่พอถึงเวลาคับขัน ทุกคนก็ไม่ทิ้งกัน ไม่ว่าชาติไหน ภาษาไหนช่วยเหลือกันได้หมด อืม..ดีจัง สุดท้ายก็ช่วยๆ กันนะคะ ช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกที่ตกทุกข์ได้ยาก มีน้อยให้น้อย มีมากให้มาก แล้วแต่กำลังและความสามารถของแต่ละคนคะ



วันคริสต์มาสที่บางกอก.อิอิ :Christmas Time In Bangkok.

อิอิ.. หลังจากเดินทางไม่หยุดหย่อนก็ถึงเวลาอยู่บ้านแล้ว คนหายไม่ไหนกันหมดทุกอย่างเงียบเชียบ เพื่อนบ้านบางหลังกลับบ้านที่ต่างจังหวัดกัน ซอยบ้านเราก็ยิ่งเงียบมากขึ้น วู้..ร้อนจัง

Banana Trees in front of my house.

My neighbors, start cleaning everything if they can.. ;-)


My orchid's without flowers.

Hot!!! Photobucket

My christmas's party Photobucket Merry Christmas and Happy New year.

ไปสัมผัสลมหนาวที่เมืองน่าน : My Family in Nan, Thailand.

ไปเยี่ยมครอบครัวใหญ่ๆ ของเราที่จ.น่านมา พ่อเปรี้ยวมาทำงานรับราชการที่นี่คะ จำได้ว่าอยู่มาวันหนึ่งพ่อก็ตัดสินใจไม่อยากกลับมาอยู่กรุงเทพแล้ว จึงขอย้ายมาที่นี่เมื่อ 3 ปีก่อน แต่ก่อนหน้านี้ครอบครัวเปรี้ยวเคยอาศัยอยู่ที่นี่มาแล้วเมื่อ 10 กว่าปีก่อนสมัยที่เปรี้ยวยังเป็นเด็กๆ เปรี้ยวก็ได้มีโอกาสไปน่านปีนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา สังเกตดูหลายๆ สิ่ง เปลี่ยนไปไม่เหมือนเมืองน่านที่เปรี้ยวเคยรู้จักในสมัยยังเด็ก ความเจริญเข้ามา สังเกตดูมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวมากขึ้น แต่วิถีชีวิตคนเมืองน่านก็ยังมีหลายอย่างที่ยังคงเดิมอยู่ ซึ่งตรงนี้เองก็เป็นเสน่ห์ของคนที่นี่คะ

มุมหนึ่งของวัดช้างค้ำวรวิหาร

บรรยากาศนอกเมือง งามรึเปล่าเจ้า^_^

ยุ้งข้าวใกล้บ้านคะ บ้านของพ่อเปรี้ยวไกลจากเมือง 35 กม. พ่อของเปรี้ยวชอบมาก เพราะบรรยากาศเงียบๆ ครอบครัวเราได้รับความกรุณาจากคุณยายท่านหนึ่งขายที่ตรงนี้ให้ในราคาที่กันเองมากๆ คะ พ่อของเปรี้ยวรักบ้านหลังนี้มาก





อ๊ะ..เจ้าตัวน้อยของครอบครัวเปรี้ยวคะ เป็นคนสร้างรอยยิ้มให้ครอบครัวเรา





วายร้ายตัวน้อย เปรี้ยวไม่ได้ออกไปเที่ยวไหนเลย ไปไหว้พระก่อนกลับเท่านั้น แล้วจะเอามาฝากนะคะ กลับจากน่านมาเมื่อวาน อาการทางร่างกายไม่ค่อยดี สงสัยจะเป็นไข้ แล้วยังไงจะโพสต์เล่าเรื่องให้ฟังนะคะ



ฝรั่งหัวใจพอเพียง : Martin Wheeler.

ขอบคุณภาพจาก http://www.ohozaa.com/club/view.php?qID=182
ก่อนที่จะไปเที่ยวงานลอยกระทง เปรี้ยวนั่งหาข้มูลในอินเตอร์เน็ตพบบทสัมภาษณ์ที่ลงไว้สั้นๆ เกี่ยวกับผู้ชายที่ชื่อ มาร์ติน วีลเลอร์ ในความคิด อึ..คงเป็นฝรั่งธรรมดาๆ ได้เมียไทย บลาๆๆ ชื่นชมกันไป แต่ในใจลองอ่านเรื่องดูสิว่าเป็นยังไง
มาร์ติน " จุดอ่อนจุดแข็งของคนไทย ผมคิดว่าคนไทยส่วนมากยังไม่เข้าใจระบบทุนนิยม เห็นฝรั่งที่ไหน ก็คิดว่ารวยหมด คิดว่าการพัฒนา ในระบบทุนนิยมจะทำให้ทุกคนมีเงิน ไม่เข้าใจว่าประเทศที่พัฒนา ระบบทุนนิยม นานแล้ว เช่น อังกฤษ สหรัฐ มีปัญหาเยอะมาก แต่คนไทยก็คิดว่า เมืองนอก ดีกว่า อันนี้จุดอ่อนครับ คือคนไทยสนใจ เมืองนอก ไม่ได้สนใจ ประเทศไทย
ผมเป็นฝรั่ง คุณเลยนั่งฟังผม ถ้าผมเป็นชาวบ้าน คุณจะไม่สนใจผม อันนี้เป็นจุดอ่อนนะ แต่จุดแข็งคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แผ่นดินประเทศไทย อุดมสมบูรณ์มากๆ ที่ดินเยอะมาก น้ำเยอะมาก แสงแดดเยอะมาก ทำเกษตรอยู่รอดแน่ เป็นพลังแผ่นดิน ใครๆ ก็อยากได้ประเทศไทย ผมก็ได้ถึง ๖ ไร่ "

นี่คือบทสัมภาษณ์แรกที่ทำให้เปรี้ยวประทับใจ เออ..มันคิดได้ไงเนี่ย จึงอยากรู้จักผู้ชายคนนี้มากขึ้นจึงเข้าไปหาใน Google มีบทความต่อหลายบทความที่พูดถึงผู้ชายคนนี้ เราจะไม่พูดกันเรื่องประวัติ ซึ่งคุณสามารถตามลิงค์ข้างล่างที่เปรี้ยวได้มา http://www.ohozaa.com/club/view.php?qID=182
เราจะมาพูดถึงความคิดของเค้าที่
มาร์ติน บอกว่า " คนไทยโชคดีมากๆ ที่ได้ในหลวง เป็นผู้นำ พระองค์ท่านเป็นคนที่ทำงาน หนักมาก เพื่อช่วยให้คนคิดได้ ช่วยให้คนอยู่ได้ จะหากษัตริย์ ในประเทศอื่น ไม่ค่อยมีแบบนี้ ปัญหาคือคนไทยส่วนมากนับถือในหลวง แต่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสอนของในหลวง พระองค์ท่าน บอกมา ๒๗ ปีถึงเศรษฐกิจพอเพียง แต่คนไทย ก็ไม่รู้จักพอเพียง เอาอย่างเดียว ถึงยกมือไหว้ในหลวง แต่เวลาดำรงชีวิต ไม่ได้ทำตามในหลวง ก็ในหลวงบอกไว้แล้วว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเสือ
ขอให้มีอยู่มีกินไว้ก่อน ถ้าทุกคนเริ่มคิดจริงๆ ถึงสิ่งที่ในหลวงพูด เราน่าจะช่วยให้ประเทศไทยอยู่ได้ เพราะความคิด ของในหลวง เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ต้องอาศัย พลังแผ่นดิน ทำได้เฉพาะประเทศไทยนะ เศรษฐกิจพอเพียง ที่อื่นทำไม่ได้หรอก เพราะเขาไม่มีที่ดิน ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเยอะ เหมือนประเทศไทย พวกคุณโชคดีที่ได้แผ่นดินดีๆ ได้ผู้นำที่ดีด้วย และเรื่องที่ ๓ เรื่องศาสนา ผมคิดว่าศาสนาพุทธ มีความสำคัญมากๆ สำหรับคนไทย ไม่ใช่แค่นับถือไหว้พระ แค่นั้นไม่พอ แต่อยู่ที่การปฏิบัติด้วยนะ มักน้อย สันโดษ พอเพียง ธรรมะคือธรรมชาติ เป็นเรื่องง่ายๆ พึ่งตนเองก็ได้ ปรัชญาของ ศาสนาพุทธ ทำได้นะ แต่คนไทยจำนวนน้อยที่เข้าใจ จริงๆ แล้วศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ออกแบบให้เหมาะสม สำหรับคนบ้านนอก ให้ใช้ชีวิตร่วมกับ ธรรมชาติ โดยไม่ทำลาย ไม่เอาเปรียบ แต่ให้เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ "

ซึ่งเรื่องนี้มันคือความจริงเลย ในความคิดเห็นของเปรี้ยว ความคิดของฝรั่งคนนี้มองคนไทยได้ดีมาก ทำให้เรารู้ตัวเองว่าเราเป็นคนยังไงและควรจะปรับปรุงอย่างไร
ทุกวันนี้คุณมาร์ตินอาศัยอยู่ จ.ขอนแก่น กับภรรยาชาวไทยและลูกๆ อีก 3 คน ซึ่งลูกทั้ง 3 คนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ และคุณมาร์ตินก็ได้ให้ทัศนคติว่า
" ผมเคยบังคับลูกชายคนแรก ตอนอายุประมาณ ๓ ขวบ จับมานั่งสอนภาษาอังกฤษ เขาก็ร้องไห้ ๆ ไม่เอาๆๆ ผมก็คิดว่า เอ๊ะ..เราน่าจะเลิกทรมานเด็ก ปล่อยให้เขามีความสุข ตั้งแต่วันนั้น ผมบอก จะไม่สอนเขาอีก แต่ถ้าอยากเรียนมาบอกผม จะสอนให้ ตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ เขายังไม่บอกผมเลย ผมก็มาคิดว่า จะให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษเพื่ออะไร ในหมู่บ้าน ของผมมี ๕๐ ครอบครัว ทุกคนพูดอีสานอย่างเดียว แม้แต่ผมก็ยังพูด แล้วจะให้เขาเรียนภาษาอังกฤษ เพื่ออะไร?
สมมุติว่าลูกของผมอยากอยู่ในหมู่บ้านนี้ตลอดชีวิต ภาษาอังกฤษก็จะเป็นความรู้ ที่ไม่เป็นประโยชน์อะไรทั้งสิ้น ผมเคยเรียกว่า มันเป็นวิชาขี้ข้า เอาไว้รับจ้างเฉยๆ เอาไปหาเงิน คนที่มีความรู้ภาษาอังกฤษ จะเอาอันนี้แลกกับเงินอย่างเดียว เขาไม่ได้เรียนเพื่อชีวิตของเขา เขาอยากเอาเงิน ไปทำงานสูงๆ หน่อย ปัญหาของคนอีสานมีมากในเรื่องของการศึกษา คนอีสานส่วนมากไม่อยากให้ลูกเป็นคนอีสาน ไม่อยากให้ลูกเป็นคนบ้านนอก ไม่อยากให้ลูกพูดภาษาอีสาน อยากให้พูดไทย
ชาวบ้านส่วนมาก คิดอยากให้ลูกได้ดีในชีวิต คิดว่าสิ่งที่ดีในชีวิตของลูกคือ
1.ไม่ได้พูดอีสาน พูดแต่ภาษาไทย
2. พูดภาษาอังกฤษด้วย
3. เล่นคอมพิวเตอร์ได้
4.ไปอยู่ในเมือง
5.ไปรับจ้างเขา
6. ไปสร้าง หนี้สิน ไปซื้อบ้านหลังเล็กๆ ราคา ๒ ล้าน ๓ ล้านบาท
เขาคิดว่า อย่างนี้ลูกของเขาได้ดี ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ผมก็อยากให้ลูกของผมได้ดีเหมือนกัน แต่ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ปัจจัย ที่จะช่วยให้เขาได้ชีวิตที่ดี อาจจะเอาไปแลกเงินในบางช่วงได้ แต่ผมหวังว่า ถ้าเขาเรียนรู้ เพื่ออยากจะหาเงิน อย่างเดียวก็น่าเสียใจนะ เพราะความรู้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่การเรียนรู้ เป็นสิ่งที่เราต้องทำ ทุกวันตลอดชีวิต เราหยุดเรียนรู้ไม่ได้ แต่เราไม่น่าจะเรียน เพื่อเอาความรู้ เอาปริญญาไปแลกกับเงิน ทำให้ความรู้ไม่มีคุณค่า "

สุดท้ายมาร์ตินได้ฝากไว้ว่า
" อยากบอกอะไรคนไทย คุณโชคดีมากๆ ที่เกิดในประเทศไทยที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องไปรบกับใคร ไม่ต้องไปเอาน้ำมันจากใคร ไม่ต้องไปเบียดเบียนคนอื่น ประเทศไทยอยู่ได้ กินอิ่ม มีเหลือแจกด้วย อย่าไปคิดเรื่องเงินอะไรมาก
อย่าลดคุณค่าความเป็นไทยของตัวเองลง คนไทยส่วนมากนิสัยดีจริงๆ คนไทยมีน้ำใจหายากนะ คนไทยมีพระเจ้าอยู่หัวมีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ มีศาสนาพุทธที่ดีมาก ทั้ง ๓ อย่างนี้พยายามรักษาเอาไว้ให้ได้
ชีวิตที่ไม่ทะเยอทะยานเกินไป คือชีวิตที่มีคุณภาพ ชาวบ้านทุกคนทำได้ ผมเองถึงยังทำไม่สำเร็จ แต่มั่นใจว่าจะทำได้แน่ในอนาคต ถ้าผมทำได้คนอื่นก็คงทำได้ง่ายกว่าผมเยอะ ทุกอย่างอยู่ที่เราถ้าเราไม่อยากได้อะไรมากเกินไป ในชีวิต ชีวิตมันก็ง่าย พยายามทำให้ชีวิตมันง่ายขึ้น อย่าให้มันสับสน อย่าให้มันลำบาก พยายามรักษา สิ่งแบบนี้ให้ดี และ อย่าเชื่อฝรั่งมาก "

นี่คือบางส่วนที่เปรี้ยวนำมาเสนอ แต่จริงๆ มีมากกว่านี้อีกคะ ได้รับรู้ในความคิดดีแบบนี้เล้ว ต้องขอบคุณคนหลายคนที่อุตส่าห์นำเรื่องของผู้ชายคนนี้มาเผยแพร่ในมุมมองที่สร้างสรรค์มากๆ ซึ่งทุกวันนี้คุณมาร์ตินก็เป็นวิทยากรบ้างในบางครั้ง และให้คำตอบสำหรับผู้ที่มาเยี่ยมที่บ้านแล้วมีคำถามเกี่ยวกับการเกษตรหรือเรื่องอื่นๆ เปรี้ยวชื่นชมในความคิดดีๆ และขอยกนิ้วให้เลย เปรี้ยวไม่ได้มองว่าเค้าเป็นฝรั่ง หรือ เป็นคนไทย หรือเป็นคนเรียนเก่ง แต่สำหรับมาร์ติน เค้าคือคนที่คิดเป็น ทำเป็น มันจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากที่สุด......

เรื่องคน คน คน

วันที่ 15 สิงหาคม นั่งเหนื่อย หน้าแบกโลกทั้งโลกไว้ ขยับตัวไม่ได้ มันหนักอึ้ง สงสัยว่าทำไมชีวิตคนหนึ่งคน จะเจอเรื่องราวได้มากมายขนาดนี้เลยเหรอ เวลาที่ความทุกข์ถาโถม มันจะมาทุกๆ ด้าน พร้อมๆ กัน เราเหมือนตกในหลุมที่ทุกคนเหยียบซ้ำ แม้กระทั่งคนในครอบครัว เพราะอะไรนะเหรอ เพราะทุกคนก็ต่างคิดว่าตนเองทำถูกที่สุดจะต้องทำแบบนี้ เพื่อความถูกต้อง แต่เค้าไม่รู้หรอกว่ากำลังกระทืบคนบางคนให้จมดิน เราเองก็คิดว่า ตัวเองโดนกระทำ คิดเห็นแก่ตัว ว่าตนเองโดนซ้ำเติม โดนแล้ว โดนอีก โดยไม่คิดว่าสาเหตุเกิดจากอะไร?

แต่ทุกครั้งที่มีทุกข์ ความสุขก็ตามมาด้วยเสมอ อย่างมีเพื่อนเข้ามาให้ความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆ มันก็ทำให้เรามีความสุขได้ แต่เรามีความสุขอยู่อย่างหนึ่งและเราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกครั้งที่เราทุกข์ที่สุด ใจจะดีดตัวเพื่อเราให้เราสูงขึ้น ขอเพียงเราอย่าคิดทำร้าย ทำลายตัวเอง เอาอาหารให้ใจเสมอ ก็คือ คิดบวก พอเราได้ความคิดดีๆ คิดดี ทำดี โลกจะเปลี่ยนตามความคิดของเรา เราหวังไว้เสมอ ว่าทุกอย่างมันจะผ่านไป

ถ้าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมั่นใจว่าทำดีที่สุดแล้ว ก็จงมั่นใจและก้าวต่อไป ไม่ว่าจะหนักหนา สักแค่ไหน ก็ต้องทำให้ได้ เราเองตอนนี้เหมือนคนตกจากที่สูงๆ รู้สึกเจ็บ เกลียดคนที่ทำกับเรา เจ็บใจที่คนที่เรารักไม่เคยเข้าใจว่าเราทำอะไรอยู่ เสียใจที่เค้าคิดว่าเราทำอะไรไม่สำเร็จซักอย่าง แต่เราลองทบทวนดูตัวเองก็พบว่า ตัวเราเองเป็นเพราะตัวเราเองต่างหากที่เริ่มคิดก่อน สังเกตตัวเองก็พบว่า ทุกครั้งที่เราเริ่มต้น ทำอะไรซักอย่าง เราจะตัดสินใจด้วยตนเองเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูก แต่พอเราเจออุปสรรคหรือปัญหา เราคิดว่าเราสู้ แต่จริงๆแล้วเรานอนนิ่งๆ และหลอกตัวเองว่ากำลังสู้อยู่ สุดท้ายก็ค่อยๆ เลิก และกลับไปเริ่มต้นใหม่ ทุกครั้งจึงมีแต่การเริ่มต้น ( ไม่ได้หมายความว่าการเริ่มต้นใหม่นั้นไม่ถูกต้อง แต่เราต้องแยกให้ออกว่าเริ่มต้นใหม่ หรือ แอบหนีปัญหากันแน่ ) แต่โกหกตัวเองว่าทำสำเร็จ ทำให้คนรอบๆ ข้างมองดู เค้าก็ต้องพูดในสิ่งที่เค้าเห็น แต่เราไม่รู้ตัวเองว่า..เพราะคิดเข้าข้างตัวเอง

ขณะนี้ เราก็กำลังคิดพิจารณาว่าสิ่งที่เราคิด คือ การดันทุรัง หรือ ความต้องการทำให้สำเร็จจริงๆ องค์ดาไลลามะที่ 14 กล่าวไว้ใน The Art of Happiness by HH Dalai Lama and Howard C.Cutler ว่า" วิธีฝึกปฏิบัติที่ช่วยให้เราอดทนต่อความทุกข์ คือ การมองและทำความเข้าใจความทุกข์ว่าเป็นธรรมชาติดั้งเดิม การดำรงอยู่ที่เต็มไปด้วยความไม่รู้ เมื่อคุณเจ็บปวดหรือประสบกับปัญหามันมีความรู้สึกปฏิเสธความทุกข์ แต่ถ้าคุณมองสถานการณ์จากอีกมุมหนึ่งและตระหนักว่าร่างกายนี้ คือมูลเหตุของความทุกข์ ทำได้ดังนี้ก็ช่วยลดความรู้สึกต่อต้านลง ลดความรู้สึกที่ว่าคุณตกเป็นเหยื่อว่า คุณไม่สมควรได้รับความทุกข์ เมื่อเราเข้าใจและยอมรับ คุณจะสัมผัสได้ว่าความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดา"

สรุปคือ เราไม่ใช่คนเก่งกาจ แต่เราก็หวังในใจว่าจะผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ อดทนรอวันของเรา ถ้าเราคิดได้อย่างนี้ มันก็จะทำให้ใจเราเข้มแข็งขึ้นมาได้บ้าง