Showing posts with label Central Thailand. Show all posts
Showing posts with label Central Thailand. Show all posts

เที่ยวชิว ชิว ที่เมืองกาญฯ _ อุทยานประวัติศาสตร์ปราสาทเมืองสิงห์ : Prasat Meuang Singh Historical Park, Kanchanaburi

จนกว่าจะมาอัพบล็อกครั้งนี้ได้ อุปสรรคสารพัด สุดจะบรรยาย เปรี้ยวเดินทางไปปราสาทเมืองสิงห์ พร้อมกับที่เดินทางไปเมืองกาญฯ เมื่อเดือนที่แล้ว การเดินทางครั้งนี้ก็เช่ามอเตอร์ไซด์เหมือนเคย ปราสาทเมืองสิงห์ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรี 43 กม.เส้นทางที่ใช้ก็เป็นเส้นทางเดียวกับที่จะไปอำเภอสังขละบุรี มีป้ายบอกเป็นระยะๆ จากนั้นก็ใช้ทางย่อยที่แยกมาจากเส้นทางหลัก ระยะทางประมาณ 9 กม. แต่เปรี้ยวรู้สึกว่าไกลมาก และเปลี่ยวคะ น่ากลัวเหมือนกัน และอีกอย่างคุณลุงที่ให้เช่ารถมอ_ไซด์ดันบอกว่าทางเปลี่ยวมีการชิงทรัพย์กันด้วย เล่นเอาเรากลัวแต่ก็ใจดีสู้เสือมาจนได้ รึว่าเค้าแกล้งพูดให้เรากลัว หุหุ ดีใจที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น อิอิ

ปราสาทเมืองสิงห์ เป็นพุทธศาสนสถานในพุทธศาสนา นิกายมหายาน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย รูปแบบการก่อสร้างเป็นศิลปะขอม ราวศตวรรษที่ 13 เป็นสนามหญ้าโล่งๆ สวยมาก ตัวปราสาทตั้งอยู่ตรงกลาง วันที่เปรี้ยวไปอากาศครึ้มๆ ไม่มีแสงแดด เดินได้สบายๆ




ตรงกลางปราสาทจะมีรูปปั้น พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือ Mahayana Budhist ซึ่งเป็นองค์จำลองนะคะ องค์จริงถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร คะ




ส่วนมุมนี้ของปราสาท ภายในประดิษฐาน นางปรัชญาปารมิตตา หรือ Prajnaparamita เป็นเทพีแห่งความเฉลียดฉลาด ในความเชื่อทางพุทธศาสนานิกายมหายาน แต่เปรี้ยวถ่ายรูปมา แต่มันไม่สวยเลยคะ มันมืดไปหน่อยเลยไม่ได้เอามาให้ดูกัน











ใกล้ๆ กับปราสาทเมืองสิงห์ ก็จะเป็นหลุมฝังศพมนุษย์โบราณสมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่ขุดพบในบริเวณใกล้กับแม่น้ำแควน้อย การเดินทางในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ สามารถนำรถมอเตอร์ไซด์เข้ามาได้ โดยจะเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก 10 บ.




เอาทริปใกล้ๆ กรุงเทพฯ มาฝากคะ เมืองกาญจนบุรีน่าเที่ยวสมกับที่ใครๆ เค้าพูดกัน มีโอกาสคราวหน้า เดี๋ยวเราจะไปเที่ยวอีกแน่นอน อิอิ

เที่ยวชิว ชิว ที่เมืองกาญฯ : The Bridge of the River Kwai, Kanchanaburi

เปรี้ยวมีโอกาสไปกาญจนบุรีช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคะ การเดินทางไปในครั้งนี้ก็นั่งรถไฟไปคะ รถไฟสายธนบุรี - น้ำตก ค่าโดยสารฟรีสำหรับคนไทย ชาวต่างชาติเสีย 100 บ.คะ ( แอบเม้าท์นิดนึง..แต่พนักงานการรถไฟที่สถานีกาญจนบุรี ไม่ค่อยจะสุภาพเท่าไหร่เลย เราก็แค่ถามเวลารถไฟนิดเดียว ทำท่าหงุดหงิด เจอกับตัวเลยรู้สึกไม่ดีเท่าไร ) ผ่านไปเรื่องแอบเม้าท์ อิอิ การเดินทางก็ใช้เวลาไม่นานคะ ประมาณ 3 ชม. เปรี้ยวมาถึงบ่ายแก่ๆ เปรี้ยวเดินจากสถานีรถไฟไปไม่ไกลก็ได้ที่พักที่ แอบเปิ้ล เก้สต์เฮ้าส์ พนักงานน่ารักกันทุกคน ห้องก็สะอาด ราคาไม่แพงคะ พอได้ที่พักแล้ว ก็เดินต่อไปที่สะพานข้ามแม่น้ำแควคะ เปรี้ยวไปเมืองกาญฯ ครั้งนี้ครั้งแรก โดยรวมเปรี้ยวว่าเมืองกาญฯ น่าอยู่ อากาศก็ดี



เห็นป้ายชื่อถนนน่ารักดี เท่าที่ดูก็จะมีถนนไต้หวัน สิงคโปร์ ลาว เวียดนาม มีอีกหลายประเทศ เข้าคอนเซ็ปพี่โน้ต อุดม ไทยแลนด์ โอนรี่ เพราะชื่อถนนแบบนี้ คงไม่มีในประเทศอื่นหรอกมั้งเนอะ

และแล้วเราก็เดินมาถึงสะพานข้ามแม่น้ำแควคะ สะพานข้ามแม่น้ำแคว เป็นสะพานที่สำคัญของเส้นทางสายมรณะ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกองทัพญี่ปุ่น เพื่อสร้างทางรถไฟไปยังประเทศพม่าคะ แรงงานที่ใช้ก็จะเป็นเชลยศึก กว่า 61700 คน และที่เหลือก็เป็นแรงงานกรรมกรอีกจำนวนมาก ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่การสร้างสะพานเต็มไปด้วยความยากลำบาก เชลยศึกและกรรมกรล้มตายเป็นอันมาก และภายหลังสงครามสิ้นสุดรัฐบาลไทยก็ได้ทำการซ่อมแซมสะพาน เพราะได้รับความเสียหายจากสงคราม










ตลาดอัญมณีใกล้ๆ สะพานคะ ของน่าซื้อมากๆ สวยๆ ทั้งน้าน


หัวรถจักรไอน้ำเก่าที่ตั้งไว้ เพื่อให้คนรุ่นหลังชื่นชม เห็นแล้วทำให้อยากย้อนยุคไปนั่งรถไฟรุ่นนี้บ้างจัง

จากสะพานข้ามแม่น้ำแคว เปรี้ยวเดินกลับมาที่ สุสานสงครามกาญจนบุรี ซึ่งเป็นสุสานที่ใหญ่ที่สุดในจำนวนสุสาน 3 แห่งที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี จากการสร้างทางรถไฟสายมรณะ สุสานแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดย Collin St. Clair Oakes สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเชลยศึกที่เสียชีวิตในสงครามและทหารจากเครือจักรภพที่เสียชีวิตมากกว่า 5000 คน และชาวฮอล์แลนด์อีกกว่า 1800 คน





อยากที่เค้าว่า สงครามสร้างแต่ความสูญเสีย เห็นแล้วก็น่าสงสารคนที่ต้องมาเสียชีวิตในต่างบ้านต่างเมือง ช่วงนี้เมืองกาญฯ อากาศกำลังดี และไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เท่าไร แต่ไงเปรี้ยวพึ่งจะไป ก็แปลกใจตัวเองเหมือนกัน หุหุ....

พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ จ.ลพบุรี : Phra Narai Ratcha Niwet ( King Narai's Palace ), Lopburi Province.

พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ ตั้งอยู่ที่ จ.ลพบุรี ตอนที่เปรี้ยวมาก็ประมาณ 9.00 น.จริงเค้าเปิด 8.30 แต่วันที่มารู้สึกจะมีงานอะไรไม่ทราบเลยไม่มีเจ้าหน้าที่ พี่ๆเค้าเลยบอกว่าให้เดินเข้ามาดูได้เลยคะ หนูเปรี้ยวเลยเริ่มเดินเที่ยวเลย อิอิ ไม่ต้องเสียเงินค่าเข้าชม พระราชวังแห่งนี้ก็ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 43 ไร่คะ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงโปรดให้สร้างเพื่อเป็นพระราชวังแห่งที่ 2 พระราชวังออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส ตามประวัติบอกไว้ว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงโปรดประทับที่พระราชวังแห่งนี้เป็นอย่างมาก หลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์ พระราชวังแห่งนี้ก็ถูกทิ้งร้างจนกระทั่งสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.4 ก็ทรงโปรดให้ปรับปรุงซ่อมแซมขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.2399


ประตูทางเข้าไปสู่ พระราชฐานชั้นใน รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดให้ซ่อมแซม มีเรือนพักของข้ราชบริพารอยู่ด้านหลังมีทั้งหมด 12 อาคาร มีคำอธิบายแจ้งไว้ว่า ในส่วนนี้จะสามารถเข้าได้เฉพาะ ข้าราชบริพารที่เป็นหญิงเท่านั้นคะ


พระราชฐานชั้นในที่ซ่อมแซมใหม่ภายหลัง



ท้องพระโรงแห่งนี้ ใช้สำหรับต้อนรับราชฑูตจากประเทศต่างๆ ที่ต้องการเข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ฯ และมีเรื่องเล่าว่า ณ ท้องพระโรงแห่งนี้เองที่ นายมองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ ราชฑูตชาวฝรั่งเศสที่ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงส่งมาเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับสยาม โดยต้องการให้สมเด็จพระนารายณ์ฯ ทรงรับศีลเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสตร์ นิกายโรมันคาทอลิก แต่พระองค์ได้ทรงใช้พระปรีชาญาณตอบปฏิเสธอย่างทะนุถนอมไมตรี

บริเวณพระราชฐานชั้นนอก ก็จะประกอบไปด้วยพระวิหาร สิบสองห้องพระคลัง โรงช้าง ซึ่งก็ยังมีอาคารเก่าแก หลงเหลือให้เห็น แถมยังมีท่อประปาดินเผาให้เห็นด้วยคะ นับว่าเป็นสมัยที่รุ่งเรืองอันมาและในสมัยนี้เองที่สยามติดต่อกับนานาประเทศ มีการติดต่อทำการค้ากับประเทศต่างๆ เช่น ฝรั่งเศส ฮอลันดา อังกฤษ เป็นต้น







อ่ะจบแล้วคะ เที่ยว 1 วัน 1 คืน ที่ลพบุรี เปรี้ยวชอบมากคะ

Phra Narai Ratcha Niwet ( King Narai's Palace )
During the reign of Ayuthaya's King Narai, Lopburi was used as a second capital. The King, chose this site for his palace, who took 12 year to buit between 1665-1677. French architects contributed to the design. Upon the king's death in 1688, the palace was used only King Phetracha ( King Narai's successor ) for his coronation ceremony and was adandoned until King Rama 4 of Bangkok's Chakri dynasty ordered restoration in the mid-19th century.

เที่ยวลพบุรี : Lopburi province, 2009.

ทริปลพบุรีคะ มาอัพบล็อกซะหน่อยเจอเรื่องวุ่นวายมากมายเลยหนีไปหลบร้อน ^_^ เดินทางด้วยรถไฟฟรี ชั้น 3 (ราคาเต็ม 28 บ. เดินทางด้วยรถไฟที่เมืองไทยเป็นครั้งแรก) ราคาน่าสงสารมากๆ ไม่แปลกใจว่าทำไมการรถไฟถึงขาดทุน เดินทางออกจากกรุงเทพเวลา 14.05 น. ถึงสถานีลพบุรีเวลา 17.20 น.คะ หลังจากนั้นก็เดินเที่ยวเมืองคะเดินได้สบายๆ พอถึงก็หิวเลยคะ ซื้อไส้กรอกข้าวลูกละ 1 บ. พร้อมหนังไก่ 1 ถุง หุหุ




จากนั้นก็เดินเล่นมาเรื่อยๆ เพื่อเตรียมไว้ว่าวันรุ่งขึ้นจะทำอะไรดี ไปเที่ยวที่ไหนต่อ เดินผ่านหน้าบ้านพระยาวิชาเยนทร์ หรือ นายคอนสแตนติน ฟอลคอน มีเชื้อสายของชาวกรีกและเวนิซ เดินทางมาประเทศสยามในฐานะพ่อค้า นายฟอลคอนเรียนรู้ภาษไทยได้อย่างรวดเร็ว และได้เข้ารับราชการในราชสำนักสมเด็จพระนารายณ์มหาราชในตำแหน่งล่าม และเป็นชาวต่างชาติคนแรกที่เข้ารับราชการในสมัยกรุงศรีอยุธยา สุดท้ายก็มาจบชีวิตในประเทศไทยด้วยวัยเพียง 41 ปี





จากนั้นเดินเล่นเรื่อยจนถึงตลาดไนท์ บาร์ซ่าด้านหน้าศาลพระกาฬ ริมทางรถไฟ บริเวณนี้มีลิงเยอะมากคะ วุ้ย!!! มันกระโดดเกาะขาหนูเปรี้ยว 2 ตัว น่ากลัว แต่พี่เค้าช่วยไล่ไปให้ เปรี้ยวไม่ทำอะไรยืนนิ่งไม่ไหวติง กลัวลิงกัด แล้วมันก็กระโดดขึ้นเสาไฟฟ้าเริงร่าได้แกล้งเรา




หาของกินจนอิ่มหนำก็เดินหาที่นอนคะ เปรี้ยวเลือกอีกด้านของเมืองเพราะโรงแรมที่อยู่ใกล้ศาลพระกาฬ ลิงมันวิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนาน ไม่เอากลัวลิง^_^ คนอะรายกลัวเผ่าเดียวกัน เปรี้ยวเลยเลือกที่โรงแรมเนตติ์ ราคาคืนละ 250 บ. ห้องสะอาดถูกใจ นอนหลับสบาย




วันที่ 2 ของการแบกเป้เที่ยวลพบุรี เรามีเวลาเดินทางครึ่งวัน เปรี้ยวไม่เคยตื่นแบบนี้มาก่อน ออกเดินทางก็ประมาณ 7.30 น.ได้ มาที่แรกเลย คือ ปรางค์สามยอดคะ บรรดาน้องลิงเต็มลานด้านหน้า :-) เสียค่าเข้าชม 30 บ. แต่เรา..ดิ.เดินไม่มีความสุขเลย น้องลิงเล่นเดินบ้าง กระโดดบ้าง ถ่ายรูปไป ระแวงไปตลอดเวลา พูดถึงปรางค์สามยอดนี้ ก็เป็นพุทธสถานนะคะ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่สร้างขึ้นก็เพื่อเป็นพุทธสถาน ประจำเมืองละโว้ ซึ่งในสมัยนั้นก็คือเมืองลูกหลวงของอาณาจักรขอม และต่อมาในสมัยพระนารายณ์มหาราช ได้ทรงมีรับสั่งให้ก่อสร้างเพิ่มเติมในส่วนด้านทิศตะวันออก เป็นวิหาร ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป องค์นี้แหละคะ น้องลิงนั่งเล่นเต็มไปหมด ปรางค์สามยอดแห่งนี้จะตั้งอยู่ริมทางรถไฟ ทางด้านหน้าศาลพระกาฬ เดินไปเล็กน้อยก็จะเป็นศาลพระกาฬ











จากนั้นก็เดินมาที่ วัดเสาธงทอง คะ วิหารรูปร่างแปลก คือเป็นทรงสูง ส่วนหน้าต่างก็จะเล็กและแคบ ซึ่งก็ได้ลองหาข้อมูล ก็พบข้อมูลว่าเดิมฝรั่งเศลสร้างวัดแห่งนี้ขึ้น น่าจะใช้เพื่อเป็นศาสนสถานของศาสนาอื่น ซึ่งสามารถพบหลักฐานที่มายืนยันได้คือ ตึกโคโรซาน อยู่ทางด้านหลังวิหารซึ่งในสมัยโบราณใช้เป็นที่พักรับรองฑูตชาวเปอร์เซีย ปัจจุบันใช้เป็นโรงเรียนนวดแผนโบราณ ก็จะมีคุณลุง คุณป้าประจำอยู่ 2-3 คน และอีกตึกหนึ่ง คือ ตึกปิจู ซึ่งน่าจะเป็นมัสยิด รูปทรงตึกจะเป็นสไตล์เปอร์เซีย และปัจจุบันใช้เป็นกุฏิพระคะ ที่ด้านหน้าวัดมีตลาดสด เปรี้ยวเดินมันเลย ส่วนใหญ่จะเป็นของสด ผักสดเยอะมาก อยากซื้อกลับบ้าน อิอิ


เดินมาอีกมุมของเมืองก็จะเจอ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ที่วัดแห่งนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2539 ที่วัดแห่งนี้จะแบ่งเป็น 2 ช่วงการก่อสร้างคือ มีบางส่วนที่สร้างขึ้นก่อนสมัยพระนารายณ์มหาราช และมีบางส่วนที่สร้างขึ้นในสมัยพระนารายณ์คะ





เดินไปเดินมาก็ปาเข้าไป 9 โมงเช้าที่สุดท้ายที่เราจะไปก็คือ พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์คะ แวะถ่ายรูปหัวรถจักร ด้านหน้าสถานีรถไฟลพบุรี อยู่ตรงข้ามกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หลังจากพระราชวังเราก็เดินกับไปเอาของที่โรงแรมและเดินทางต่อไปอยุธยา

ป้อมพระสุเมรุ : Old fortress in Bangkok

เปรี้ยวพามาตะลอนกรุงเทพคะ มีโอกาสมาเดินเที่ยวแถวๆ ป้อมพระสุเมรุ คะ นานๆ ครั้งถึงจะได้มาแถวนี้สักครั้งหนึ่ง ป้อมพระสุเมรุจะตั้งอยู่ถ.พระสุเมรุ เดินมาอีกนิดเป็นถ.พระอาทิตย์ แบบว่าตั้งอยู่ระหว่าง 2 ถนน หรือง่ายๆ ก็ตั้งอยู่ใกล้บ้านพระอาทิตย์ ปัจจุบันคุณสนธิเป็นเจ้าของคะ ทำให้นึกเพลง .. ยามเย็นเราพากันเดินเล่น....บลาๆๆ ร้องไม่เป็นแล้ว



ถ้าจะเดินทางมาถนนพระอาทิตย์ก็ไม่ยากเลยคะ เปรี้ยวเดินจากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ก็จะมองเห็น ป้อมพระสุเมรุ ตั้งเด่นอยู่ตรงมุมถนนเลย ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตอนที่เปรี้ยวไปเป็นเวลาประมาณบ่าย 3 โมง คิดว่าจะรอถ่ายรูปช่วงเย็นๆ อากาศกำลังดี เริ่มมีร้านค้ามาตั้งขายอาหาร คนที่มาออกกำลังกายอยู่ภายในสวนสันติชัยปราการ แต่ท้องเราเริ่มหิว...



เท่าที่เปรี้ยวทราบมาและได้ลองเช็คข้อมูลดูก็พบว่าป้อมปราการที่เคยมีอยู่ทั่วกรุงเทพ ตอนนี้ก็รู้สึกจะเหลืออยู่แค่ 2 ที่ คือ ป้อมพระสุเมรุ และ ป้อมมหากาฬ คะ




ตามข้อมูลในวิกีพิเดียป้อมพระสุเมรุ ก็สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 เพื่อใช้ในการป้องกันพระนคร คะ อายุอานามของป้อมก็นานโขเลยนะเนี่ย..
ลองเดินเล่นที่ถนนนี้ทีไร ทำให้นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ สงสัยจะเริ่มแก่ ชอบแต่บรรยากาศเก่า อิอิ รอให้เย็นอีกหน่อยอยากจะเข้าไปเก็บภาพในสวน ก่อนกลับบ้าน ระหว่างรอก็นั่งกินมะตะบะร้านโปรด ร้านอยู่ตรงกันข้ามป้อมฯ พอดีเลยคะ อยากให้ลองมาทานดูนะคะ

เที่ยวสงกรานต์ที่บึงฉวาก : Bueng Chawak, Suphan Buri Province.

หายหน้าจากบล็อกไปหน้า มัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับเรื่องไม่เป็นเรื่องคะ จนกระทั่งวันสงกรานต์ที่ผ่านมาก็เลยถือโอกาสไปเที่ยวกันทั้งครอบครัว กว่าจะออกเดินทางได้ก็ปาไป 9.30 รถไม่ติด งานนี้ไม่รู้จักทางเท่าไร อาศัยหาจากอินเตอร์เน็ตมาอีกที เราเดินทางโดยใช้เส้นทางหมายเลข 340 นนทบุรี-ไทรน้อย ขับรถไปเรื่อยจนเข้าตัวเมืองสุพรรณบุรี จากนั้นก็จะเห็นป้ายบึงฉวากเป็นระยะๆ เดินทางไปเรื่อยจากกระทั่งถึงแยกเดิมบางนางบวชก็จะพบทางแยกเข้าบึงคะ กว่าจะถึงที่นี่ก็ปาไปเที่ยงแล้ว

บึงฉวากมีเนื้อที่กว้างมาก เราก็เลยเริ่มกันที่จุดสุดท้าย คือสถานที่แสดงพันธ์สัตว์น้ำ คนเยอะอย่างที่คิดที่จอดรถที่เริ่มเต็มกับอากาศที่ร้อนมากๆ เล่นเอาต้องวนหาที่จอดรถอยู่หลายรอบกว่าจะเจอ แต่ดีที่นี่มีหลังคากันแดดตลอดทางเดิน ไม่ต้องเดินตากแดดให้หน้าดำ^_^ ด่านแรกเสียค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 10 บาท จากนั้นก็สามารถเข้าชมอาคารแรก คือ ที่แสดงปลาพันธ์น้ำจืด และบ่อจระเข้ ส่วนอุโมงค์ปลาที่แสดงปลาน้ำเค็มก็จะเสียเงินอีก ผู้ใหญ่ 150 บ. เด็ก 50 บ.คะ งานนี้เด็กน้อยบ้านเราชอบกันมากๆ






สวยกว่าที่คิดไว้เยอะเลย ทางเดินก็สะดวกคะ เพราะเป็นบันไดเลื่อน แต่ว่าอย่าดูเพลินเกินไป ไม่งั้นอาจหกล้มกันได้ ทริปนี้ชอบมากผู้ใหญ่ดูได้ เด็กดูแล้วดีด้วยคะ ชอบๆ ที่บึงฉวากไม่ได้มีแค่ปลาอย่างเดียวนะคะ ยังมีสวนสัตว์ด้วยคะ กรงนกที่ใหญ่มาก แต่เปรี้ยวไม่ได้เข้านะคะ ไม่ถูกโรคกับนกเท่าไรเลยผ่านไป อิอิ













เราก็เดินดูกันอย่างเพลินตาเพลินใจ สมกลับที่เป็นสถานที่เที่ยวยอดนิยมจริงๆ แวะพักก่อนเดินไปที่อื่นต่อ เดินที่นี่สบายมากเลยคะ เพราะถ้าหากเดินไม่ไหวก็มีรถรางให้บริการคะ เปรี้ยวเป็นคนชอบเดินอยู่แล้ว ก็ยังเดินจนเมื่อย อิอิ ส่วนสมาชิกทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นเล็กชอบกันทุกคน



เที่ยววันตรุษจีนที่เยาวราชจ้า: Chinese New Year at Chinatown, Bangkok.

ไม่ได้อัพบล็อกหลายวัน มั่วแต่ยุ่งเรื่องงาน แถมบาหลีที่ว่าอยากเล่าให้ฟังก็ยังไม่จบ แต่ดีใจว่าอะไรๆ ในปีนี้มันเริ่มดีขึ้น แล้วของคุณล่ะ เป็นยังไงกันบ้างคะ วันนี้ไปเดินเที่ยวเยาวราชคะ กะว่าไปถ่ายรูปเล่นคะ เปรี้ยวออกจากบ้านแวะไปสวนจตุจักรก่อน แล้วก็นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปหัวลำโพง จากนั้นเดินไปตามทางผ่านวัดไตรมิตรฯ ก็เริ่มเห็นสัญญาณบอกว่ามาถึงแล้ว ก็จะอะไรอีกล่ะคะ ทุกอย่างเป็นสีแดง หุหุ



มังกรคะ ตัวนี้เปรี้ยวอยากได้ ราคาตัวละ 150 บ. อิอิ ไม่ซื้อคะ มันแพงเกินไป อิอิ ประมาณว่างก อิอิ:)

เดินต่อมาเรื่อยๆ ของกินเพียบ เปรี้ยวซื้อสตอร์เบอรี่ถุงละ 50 บ. รสชาติใช้ได้ เกือบทุกร้านคนแน่น ถ้าจะกินที่ร้านก็ต้องรอสักพักจนกว่าจะได้ที่นั่ง เปรี้ยวเลยเดินดูไปเรื่อยๆ ก่อน

เสื้อยืดปีเสือจ้า ใส่แล้วเฮงๆๆ


เดินมาสักพัก ก็ได้โต๊ะที่ร้านต้มเลือดหมู ก็เลยแวะนั่งพักให้หายเมื่อย พร้อมทานข้าวเย็นไปในตัว สรุปแล้วรสชาติอร่อย ถูกใจและถูกปาก:)

บรรดาร้านที่เปรี้ยวชอบในเยาวราช ก็รวมไปถึงร้านที่ขายเกี่ยวกับวัตถุมงคลทั้งหลายเห็นแล้วน่ารักดี แต่ไม่เคยซื้อเลย ไม่รู้จักว่ามันคืออะไร ชื่ออะไร แต่ชอบตรงรูปลักษณ์และสีสัน น่ารักดี


เดินจนค่ำก็ได้เวลากลับบ้าน ปิดท้ายด้วยรูปนี้ วันพรุ่งนี้คงน่าจะมีการแสดงให้ดู วันนี้ยังไม่มีอะไรคะ มีแต่การซ้อม คนก็มากพอควร แต่ก็สะดวกในการถ่ายรูป บางคนแบกกล้องไป เลนส์งี้ซูมได้ไปถึงติ่งหูเลยมั้ง เห็นแล้วอิจฉา อยากได้บ้าง อิอิ สาธุ..ปีนี้ขอให้เปรี้ยวเฮงๆๆ สาธุๆๆๆๆ


เที่ยวเยาวราชแวะไหว้พระที่วัดมังกรฯ ; Wat Mangkon Kamalawat, Chinatown Bangkok.

เปรี้ยวได้เดินเที่ยวที่เยาวราชอีกครั้ง หลังจากที่ไหว้พระที่วัดไตรมิตรฯ เรียบร้อยแล้วก็เดินมาหาอาหารรองท้อง ก่อนเดินไปวัดต่อไป หุหุ... วันที่เปรี้ยวไปเป็นวันจันทร์คะ แต่ผู้คนบนถนนเยาวราชก็คับคั่งพอๆ กับรถบนถนนเลย เปรี้ยวเดินผ่านวัดเจ้าแม่กวนอิมมา ก็แวะมาทานต้มเลือดหมูเจ้าอร่อย




My lunch at Chinatown.

จากนั้นต่อด้วยเต้าส่วน อร่อยมากเลย พูดถึงแล้วคราวหน้าต้องแวะไปอีก จะไม่ให้อ้วนได้ไงเนี่ย!!!!!

เดินต่อมาใกล้ถึงวัดมังกรฯ ของขายเยอะมากๆ ทางเดินแคบมากขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่ามาเยาวราชแล้วได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ หุหุ..





โดยส่วนตัวไม่เคยมาวัดมังกรฯ เลยคะ เพื่อนชวนมาก็มากะเค้าซะหน่อย แม่เจ้า...ควันธูปโขมงเต็มวัด ที่วัดแห่งนี้ได้รับความเสื่อมใสเป็นอย่างมาก จากทั้งชาวไทยและชาวจีนในย่านเยาวราช และน่าจะมาจากที่อื่นด้วยคะ แต่เปรี้ยวก็พึ่งมารู้จัก ก็วันที่ไปนี่เองคะ ก็ไหว้อย่างทุลักทุเลเพราะต้องระวังกล้องแล้วยังต้องระวังกระเป๋าสตางค์อีก คนเยอะมากคะ อุปกรณ์ในการไหว้ก็ชุดละ 40 บ.คะ มีธูปน่าจะประมาณ 12 ดอก เทียนสีแดง 2 เล่ม น้ำมัน 1 ขวด


ก็ไหว้ไม่เป็น ก็ถามเค้าไปเรื่อย อิอิ..หลังจากนั้นเปรี้ยวก็น้ำตาไหลพราก ไม่ใช่ด้วยความซาบซึ้งใจแต่อย่างใด แต่ควันธูปที่มันเยอะมาก ลืมตาไม่ได้ ถ่ายรูปไม่ได้ ขี้มูกไหล น่าเกลียดสุดๆ ไหว้เสร็จแล้วก็เดินออกมา หุหุ




ลานด้านหน้าวัดคะ


ภายในวัดเป็นบางส่วนเท่านั้นคะ เพราะไม่ให้ถ่ายรูปในบางห้องคะ เสร็จแล้วเปรี้ยวก็เดินมาดูของที่วางขาย เยอะแยะจนเลือกไม่ถูก แต่ของกินอร่อยๆ เยอะมากเลย เปรี้ยวชอบ กลับถึงบ้านได้ แทบไม่ขยับตัวไปไหน เหนื่อย แต่ก็ชอบมากๆ :-)


Wat Mangkon Kamalawat uno de los templos más grandes y más animados del Barrio chino. A lo largo de esta extensión de Charoen Krung camino, las tiendas venden fruta, pasteles, incienso y papel ardiente ritual para ofrecer en el templo.