Showing posts with label Laos. Show all posts
Showing posts with label Laos. Show all posts

เที่ยวสะหวันนาเขตก่อนกลับไทย : Savannakhet, South Laos 2009.

จริงแล้ว การเดินทางในครั้งนั้น ไปเมืองเซกองด้วย แต่เปรี้ยวขอข้ามนะคะ มาที่เมืองสะหวันนะเขตเลย เมืองสะหวันนะเขตก็เป็นเมืองเล็กๆ เพื่อนชาวลาวบอกว่าตั้งแต่เปิดสะพานไทย-ลาว ระหว่าง จ.มุกดาหาร และ สะหวันนะเขตก็เงียบเหงาเลย เพราะคนลาวนิยมข้ามมาทำงานหรือมาค้าขายในไทยมากกว่า เจอพี่สาวชาวลาว กลับมาทำเอกสาร เพราะจะได้มาจดทะเบียนสมรสในไทยเธอท้องได้ 3 เดือนกับสามีคนไทย ที่นี่คนลาวขอวีซ่าไทยกันเพียบ ส่วนใหญ่ก็จะมาทำงานโรงงานที่กรุงเทพฯ กันทั้งน้าน พี่สาวคนลาวเค้าบอกมาอีกว่า คนลาวเค้าชอบมาทำงานที่ไทย เพราะการอยู่การกินสบาย รายได้ก็แน่นอนมากกว่าอยู่แล้ว
คุยกับพี่สาวได้ซักพัก เราก็เลยขอตัวออกมาเดินเล่นต่อ เราเดินมาจนถึงวัดไซยาพูม (ชัยภูมิ) ก็ห่างจากแม่น้ำโขงไม่ไกลนัก เป็นวัดเก่าแก่เหมือนกัน และมีโรงเรียนสำหรับพระภิกษุที่นี่ด้วย









วัดที่ลาวจะมีอุโบสถหลายหลัง เท่าที่สังเกตนะคะ แต่ที่หลังนี่เราชอบประตูไม้แกะสลักคะ ดูขลัง สวยดี




อีกมุมหนึ่งของวัด ฟ้าดูครึ้มๆ สงสัยว่าฝนจะตก เมืองสะหวันนะเขตก็เมืองเงียบๆ แต่ถามว่าชอบไม๊ ชอบคะ แต่ว่าเทียบกับทางเหนือของลาว เราชอบทางเหนือมากกว่า





เดินมาอีกหน่อยก็จะมาเจอ วัดจีน ด้านในไม่ได้เข้าไป เพราะประตูปิด เราเดินเข้าไปแค่ในบริเวณสวนไม่เจอใครเลย ก็ขออนุญาตถ่ายรูปด้านนอกอย่างเดียว ( ขอกะใคร..หุหุ )




แค่ด้านหน้าอย่างเดียวก็ดูสวยดี เป็นวัดเล็กๆ ด้านหน้ามี เจ้าแม่กวนอิม ตั้งเด่น สวยมากเลย แต่ขอบอกที่นสะหวันนะเขตร้านขายส้มตำ ไก่ย่างหาง่ายมาก มีหลายที่




ที่นี่ก็จะเป็นวัดจีนแห่งที่ 2 คะ เดินจากแห่งแรกมาเล็กน้อย ที่สะหวันนะเขตก็จะมีส่วนที่เป็นเมืองเก่า ห้องแถวจีนเก่า สวยมาก แต่ที่ไม่ชอบคืน จะมีขอทานเดินขอเงิน พอเห็นเราไม่ว่าไกลแค่ไหน จะวิ่งตรงมาแล้วก็ตาม ดึงแขนเลยก็มี โอ.. แม่เจ้า แบบนี้ไม่ชอบเลย ถ้าคนพิการก็พอเข้าใจ แต่เท่าที่ดูที่นี่จะเป็นเด็ก อายุประมาณ 10-14 ปี ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แล้วพูดไม่ชัด จะวิ่งกรูดมาเลย



เราเดินต่อมาจนถึงวัดเหมือนกัน อิอิ วัดฝรั่ง อิอิ ก็เป็นโบสถ์คาโทลิกแห่งเดียวของสะหวันนะเขต ตั้งหันหน้าไปทางแม่น้ำโขง เราชอบโบสถ์มาก เพราะโตมากับโบสถ์มากกว่าวัด..อิอิ เรียนโรงเรียนคริสต์ ที่น่าอายมากเพราะความรู้เรื่องศาสนาพุทธมีน้อยมาก แต่ศาสนาคริสต์ก็ไม่ถึงกับรู้มาก แต่ว่าก็พอรู้มากกว่าพุทธซะอีก




ภายในก็เหมือนโบสถ์ทั่วไปที่เราเคยเห็น แต่ที่ชอบก็คือบันไดไม้ ที่สามารถเดินขึ้นไปถึงหอระฆังด้านบน แต่เราไม่ได้ขึ้นไป เพราะเราไม่เจอใครเลยอีกเหมือนกัน กลัวเดี๋ยวเค้าจะว่าบุกรุก อิอิ เราเห็นโบสถ์แล้ว ทำให้คิดถึง ตอนเด็กๆ จะชอบไปโบสถ์ วิ่งเล่น เดินเล่น โบสถ์นี่ดูสวยดี เป็นไงบ้างกับเมืองสะหวันนะเขต กับทริปทั้งหมดของเปรี้ยวที่ลาวใต้ เอามาอัพบล็อกให้ดูช้าไปหน่อย

วันที่ 2 ที่จำปาศักดิ์ : Champasak, South Laos 2009.

เช้าวันฝนพรำเราออกเดินตอนเช้า ก่อนเดินทางไปยังเมืองเซกอง ยังมีเวลาอีก 1 ชม.ในการเดินเที่ยวจำปาศักดิ์ รถเที่ยวแรกจะออกจากจำปาศักดิ์ 7 โมงเช้า เราเดินออกจากถนนเส้นหลักมาตามทางถนนดินลูกรังก็จะมาเจอ วังของเจ้าจำปาศักดิ์ที่สร้างไม่เสร็จ





แต่ด้วยสาเหตุใดจึงทำให้วังนี้สร้างไม่เสร็จก็ไม่อาจทราบได้ น่าเสียดายจัง





เดินผ่านวังมานิดเดียวก็จะเจอ วัดทอง หรือ วัดยุติธรรมฯ เณรน้อยเดินยิ้มมาแต่ไกล ท่าทางสำรวมมากๆ




วัดทอง แห่งนี้ก็ได้ขึ้นชื่อว่า เป็นวัดที่มี สิม หรือ โบสถ์เก่าแก่ ก็คือหลังนี้แหละคะ ทรุดโทรมตามกาลเวลา แต่ที่เรียกว่ายอดฉัตรหรือเปล่า? ที่อยู่บนหลังคา เป็นศิลปะการแกะสลักไม้อย่างสวยงามและเป็นของเก่าดั้งเดิมเลยคะ




เห็นไม่ค่อยชัดรูปนี้ ถ่ายจากกล้องตัวเล็ก ต้องขออภัยหากรูปไม่สวย..อิอิ การเที่ยววัดในลาวก็สนุกดีเหมือนกัน เราชอบ ถึงแม้ว่าจะสวยสู้วัดที่บ้านเราไม่ได้ แต่ก็ได้ประสบการณ์อีกแบบที่ชอบมาก



ด้านในของอุโบสถหลังใหม่




หลังนี้หลังใหม่คะ ความสำคัญอีกอย่างของวัดนี้ คือ เป็นวัดที่มีการเก็บอัฐิธาตุ (กระดูก) ของราชวงค์จำปาศักดิ์ และเป็นที่เก็บกระดูกของเจ้ายุติธรรมธร เจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์องค์สุดท้ายและท่านก็ยังเป็นผู้ที่สืบสายสกุลโดยตรงจากราชวงศ์ล้านช้างแห่งหลวงพระบางคะ





บริเวณนี้ คือ ธาตุ หรือ ธาตุกระดูก ในภาษลาวคะ ที่นี่ก็จะเก็บธาตุของเจ้านายหลายองค์ และก็มีธาตุของ เจ้าบุญอุ้ม ณ จำปาศักดิ์ (อดีตนายกรัฐมนตรีลาว) และที่เจอข้อมูลอีกเรื่องคือ เจ้ายุติธรรมธร ก็ยังเป็นต้นสกุล ณ จำปาศักดิ์ ที่ประเทศไทยด้วย เนื่องจากเมื่อลาวตกเป็นเมืองอาณานิคมของฝรั่งเศส เจ้าอุย และเจ้าเบงคำ โอรสของเจ้ายุติธรรมธร ไม่ต้องการตกอยู่ใต้บังคับของฝรั่งเศส ท่านจึงได้ลี้ภัย และได้เข้ารับราชการที่ประเทศไทย ในสมัยร.6 และในเวลานั้นเอง สมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ จึงทรงโปรดเกล้าพระราชทานนามสกุล ณ จำปาศักดิ์ ให้คะ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกที วิกิพีเดีย คะ คงต้องเดินทางต่อแล้ว
สบายดี จำปาศักดิ์

ขี่จักรยานเที่ยววัดพู จำปาศักดิ์ : Wat Phu Champasak, South Laos 2009.

เราเดินทางมาถึงจำปาศักดิ์ประมาณ 11 โมงเช้า จึงตัดสินใจว่าจะไปเที่ยววัดพูเลยเพราะเอริเพื่อนร่วมทางอีกคนของเรา จะพักที่นี่แค่ 1 วัน เราก็เลยเช่าจักรยาน คนละ 10000 กีบ เป็นพาหนะในการเดินทาง วัดพูก็ห่างจากจำปาศักดิ์ ประมาณ 9 กม. ชิวๆ ไป--กลับ 18 กม. ( หุหุ ปลอบใจตัวเอง )




ระหว่างทางเจอพระพุทธรูปองค์ใหญ่อยู่ใต้ต้นไม้ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ สงสัยเหมือนกัน ระยะทางในการเดินทางไปวัดพู ดีที่ว่าไม่มีเนินเลย ปั่นรถจักรยานได้สบาย สงสารก็แต่สาวเอริที่มาเที่ยวกับคนแก่..หุหุ ปั่นจักรยานรอเป็นระยะๆ อิอิ กว่าจะมาถึงเล่นซะเหงื่อตก T_T



ปราสาทวัดพู ( Wat Phu ) แห่งนี้ก็จะมีค่าเข้าชมด้วยคะ คนละ 30000 กีบ ปราสาทวัดพู เป็นเทวสถานขอม คล้ายกับเขาพระวิหาร และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้วตั้งแต่ปี 2545 โครงสร้างต่างๆ ของวัดพู ก็จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 จะมีบารายหรือสระน้ำและปราสาทที่ 1 สร้างในสมัยหลังแล้ว ซึ่งน่าจะเป็นช่วงที่ลาวปกครองด้วยระบบกษัตริย์ และเจ้ามหาชีวิตเสด็จมาเพื่อนมัสการพระศิวะที่นี้ ซึ่งในสมัยก่อนการเดินทางสามารถมาได้ทางเดียว ก็คือ ทางเรือ สังเกตได้จากฐานปราสาทที่ยังเหลืออยู่


ส่วนทางเดินก็จะมีศิวลึงค์ ตั้งอยู่เรียงรายตามแนวทางเดิน และในส่วนที่ 2 ส่วนกลางจะพบปราสาทขอม 2 หลัง สร้างจากหินทราย แต่ตอนที่เปรี้ยวไปเค้าไม่ให้เข้าไปใกล้คะ ก็จะมีรั้วกั้นอยู่ ซึ่งในส่วนที่สองนี้ก็จะเป็นส่วนของเทวสถานเพื่อนมัสการบูชาเทพ ตามหลักศาสนาฮินดู และถ้าผ่านส่วนนี้ไปก็จะเห็น รูปแกะสลักขอมตั้งอยู่ ซึ่งคนลาวที่นี่เรียกว่า เจ้าที่ เป็นผู้ดูแลรักษาและป้องกันสิ่งชั่วร้าย

เรานั่งพักเหนื่อย ปล่อยให้เพื่อน 2 คนเดินต่อกันไปก่อน ขอนั่งพักถ่ายรูปก่อน เพราะในส่วนที่ 3 ต้องการพลังมากหน่อยกว่าจะตะกายขึ้นไปได้คงเหนื่อย เพราะต้องเดินขึ้นเขา







ทางเดินก็จะเป็นทางลาดและต่อด้วยบันไดชัน สองข้างบันไดก็จะมีต้นดอกจำปาลาว ( ต้นลีลาวดี ) เป็นแนวขึ้นไปตามบันไดเลยคะ ระหว่างเดินก็เจอลุงกะป้าจากประเทศจีน คุยกะเราเป็นภาษาจีน สงสัยจะถามว่ามาจากที่ไหน เราเลยมั่ว ตอบไปว่า ไทยแลนด์ ก็บอกมาโอๆๆ ไทยแลนด์ จากนั้นพี่ทั้งสามก็ซัดมาอีกชุดใหญ่ เหมือนว่าเราจะรู้เรื่อง พอมาถึงด้านบนได้ เราก็มองหาที่นั่งก่อน ตามหลังเรามาก็จะมีกลุ่มนักเรียนนานาชาติ น่าจะมาจากเมืองไทยเพราะมีเด็กผู้หญิงไทยด้วย ใส่กางเกงขาสั้นแบบสุดๆ กลุ่มนี้ ลูกเอยใส่ทำไมแบบนี้หนอ



พอหายเหนื่อยก็เดินหาเพื่อน..อิอิ และก็แวะไหว้พระด้านในปราสาท ปราสาทหลังนี้จะหลังเล็กกว่าหลังที่อยู่ข้างล่าง ด้านในจะมีพระพุทธรูป ส่วนด้านหน้าก็จะมีพี่สาวมาขาย มะเป้ง หรือ บายศรี อันละ 20 บ.คะ พร้อมธูป 3 ดอก แต่ไม่มีเทียน แปลกเนอะ พี่สาวเค้าก็เตรียมให้เราเรียบร้อย


ด้านนอกปราสาทคะ น่าจะมีการบูรณะในเร็ววันนี้เพราะเราเห็นเค้าเริ่มทำโครงไม้เอาไว้บ้างบางส่วน สงสัยว่าจะค้ำไว้ได้นานเท่าไร ถ้าไม่ทำเลย กลัวว่าจะล้มลงมา เหตุที่มีพุทธสถานเกิดขึ้นในบริเวณเทวสถานนั้น ตามประวัติสันนิษฐานว่า วัดพุทธ เกิดขึ้นภายหลังซึ่งน่าจะประมาณศตวรรษที่ 12 ซึ่งเป็นช่วงที่ศาสนาพุทธเข้ามามีอิทธิพลในดินแดนแถบนี้ จึงได้มีการสร้างวัดพุทธ แทนศิวลึงค์ และพี่สาวที่ขายดอกไม้บอกว่า เมื่อก่อนมีวัด และมีพระที่นี่ด้วย




ในบริเวณด้านบนนี้ก็จะมีส่วนที่เป็นเห็นแกะสลักรูปช้าง รูปจระเข้ ( Elephant, Crocodile Stone ) และภาพแกะสลักตรีมูรติ และถ้าเดินไปอีกหน่อยก็จะมีบ่อน้ำศักดิสิทธิ์ ที่คนลาวเค้ามีความเชื่อมาว่าขออะไรก็จะได้สมหวังและเอาน้ำล้างหน้าเพื่อเป็นศิริมงคล





ภาพมุมบน ที่วัดพูแห่งนี้ก็จะมีงานเฉลิมฉลองเป็นประจำทุกปี ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ใครสนใจก็สามารถมาได้ในช่วงนั้นคะ และวัดพูแห่งนี้ สันนิษบานว่าน่าจะสร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 6-8 และอาจจะสร้างขึ้นก่อน นครวัดประมาณ 200 ปี และด้วยความคิดที่ว่าวัดพูอาจเป็นต้นแบบ ในการสร้างเขาพระวิหารในภายหลัง





ขอบคุณข้อมูลจากไกด์ชาวลาว และไกด์บุ๊ค lonely planet การเยี่ยมชม วัดพู ถ้ามาตอนเช้าจะดีมาก เรามาตอนบ่าย ร้อนมาก แต่ดีที่มีร่มไม้เป็นระยะ นั่งเล่น เดินเล่นที่วัดพู จนกระทั่งวัดปิด ปั่นรถจักรยานมานั่งที่ร้านค้าข้างหน้าต่อ เริ่มปั่นรถจักรยานกลับจำปาศักดิ์ก็ปาไป 5 โมงเย็น ถึงที่พักก็เกือบ 6 โมงเย็น ที่นี่สวยมาก ผู้คนน่ารัก แต่อินเตอร์เน็ตแพงมาก ชม.ละ 14000 กีบเลย ไปไหนต่อเดี๋ยวคราวหน้ามาโพสต์คะ

เดินทางไปจำปาศักดิ์ : Champasak, South Laos 2009.

เราเดินทางไปจำปาศักดิ์คะ มีแผนว่าจะไป วัดพู ( Wat Phu Champasak ) คะ วันนี้ตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า เดินมาถ่ายรูปที่สะพานก่อนเพราะตอนกลับจะไม่กลับมาทางนี้แล้ว สักพักเราก็กลับไปโรงแรมเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปจำปาศักดิ์





เช้านี้อากาศดี เมื่อคืนฝนตกตลอดทั้งคืนเลย กลัวมากกว่าเช้าจะเดินทางท่ามกลางสายฝนดีที่ฝนหยุดเราเลยเดินทางได้สบายขึ้นอีกหน่อย





Wat Tham Fai อยู่ใกล้กับโรงแรม จำปาศักดิ์ พาเลซ ในไกด์บุ๊คบอกว่ามีรอยพระพุทธบาทด้วย แต่เปรี้ยวหาไม่เจอ ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนของวัด..หุหุ




ด้วยเวลาที่มีอันน้อยนิด เพราะต้องรีบกลับไปที่โรงแรม พอถึงก็รีบเก็บของ แล้วก็จ้างรถตุ๊ก ตุ๊กไปที่ท่ารถ ค่ารถจ่ายไปคนละ 10000 กีบ




เราเดินหารถอยู่นานจนกว่าจะรู้ว่ารถที่ไปจำปาศักดิ์ออกไปแล้ว แต่ถ้าจะรอเที่ยวต่อไปก็ต้อง 10 โมงครึ่ง เราจึงเดินทางด้วยรถ ปากเซ - วังม่วง คนละ 10000 กีบ พอไปถึงก็นั่งเรือข้ามไปอีกที






เก็บสัมภาระที่รถเรียบร้อย ก็มาเดินตลาด แตงกวาลูกใหญ่มาๆ อ่ะ ไม่เคยเห็นใหญ่ขนาดนี้มาก่อน เดินมาเจอไก่ย่างคะ อดอยากกินไม่ได้ก็เลยซื้อ 1 ไม้+ข้าวเหนียว 9000 กีบ





กบเป็นๆ จ้า ราคากิโลละ 40 บ. ราคาคนไทยอีกเหมือนกัน อิอิ






ไก่ดิริเวอรี่คะ มีเป็ด ห่าน ด้วยขายกันเป็นตัวๆ เลย ใครซื้อก็จับมัดขา ขายกันแบบง่ายๆ





มาถึงบ้านวังม่วงแล้ว ฝั่งตรงข้ามนู้น คือ บ้านจำปาศักดิ์ ใกล้แล้ว ค่าเรือ คนละ 5000 กีบ เจอเพื่อนร่วมทางเป็นสาวน้อยชาวญี่ปุ่น ชื่อ เอริ คุณเธอใส่ผ้าถุงลาวเที่ยวคะ น่ารักมาก





เราข้ามฝั่งมาที่จำปาศักดิ์ แล้วก็เดินต่อ คุณเอริ เธอก็เดินมาด้วยกัน แถมบอกว่าไม่มีปัญหาเพราะวันนี้เดินมาแล้วประมาณ 5 กิโลเมตร จากท่าเรือที่ริมโขงเดินไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร พวกเราก็มาถึงที่ เฮือนพักดอกจำปา ห้องสะอาดใช้ได้ มีห้อง 4 ห้องเท่านั้น ราคาคืนละ 30000 กีบ แต่ต้องบอกก่อนว่า ที่บ้านพักน้ำจะไม่ไหลตั้งแต่ 5 ทุ่มถึง 6 โมงเช้าคะ ที่นี่น่ารักดี เราอาศัยอยู่กับครอบครัวเจ้าของเลย และมีร้านอาหารด้านหลังติดแม่น้ำโขงเลย สะดวกมากๆ แนะนำเลยคะ

วันใสใสที่ปากเซ : Pakse, South Laos 2009.

วันที่ 2 ยังอยู่ที่ปากเซคะ ตื่นนอนแต่เช้าเลย ออกเดินเที่ยวรอบๆ ปากเซ คิดว่าจะพักที่นี่อีก 1 วัน วันนี้เป็นวันเสาร์คะ เดินมาดูวัดหลวง ซึ่งที่วัดนี้ก็จะเป็นวัดที่มีความสำคัญทางด้านการศึกษา เพราะเป็นโรงเรียนของพระภิกษุ





สงสัยจะมาสายไป? คุณยายกำลังจะกลับบ้านกันแล้ว





รอยยิ้มจากปากเซ คุณยายน่ารักมากพาหลานมาวัดด้วย ที่นี่เด็กๆ มาวัดกันน่ารักดี คล้ายกับบ้านเราแถวต่างจังหวัดคงจะยังเป็นแบบนี้เหมือนกัน





แมวลาว..อิอิ ที่วัดนี้มีเยอะมากเลยคะ แต่เราถ่ายไอ้เจ้าตัวนี้มาตัวเดียว เห็นมันนั่งสงบเสงี่ยมมากๆ





อันนี้ทางบ้านเราก็ เรียกว่า บายศรี แต่ที่นี่เค้าเรียกว่า มะเป้ง คะสำหรับไหว้พระ





โบสถ์หลังนี้เป็นหลังใหม่ เค้าบอกมาว่ามีจิตรกรรมฝาผนังสวย แต่วันนี้ปิดคะ เลยไม่ได้เข้าไปดูด้านใน เห็นแต่ภายนอก




สิ่งที่เด่นของวัดก็เหมือนกับที่เราเคยเห็นกันทั่วๆไปในลาว คือ สิม หรือโบสถ์ ของวัดนี้ก็เป็นหลังนี้แหละคะ เพราะเป็นไม้เก่าของเดิมๆ เลย ปัจจุบันเป็นส่วนที่ใช้ห้องเรียนสำหรับพระภิกษุ







ด้านนี้จะเป็นส่วนหน้าวัดเป็นที่เก็บกระดูก หรือ ธาตุ ในภาษาลาว และที่วัดนี้ก็ยังเป็นที่เก็บกระดูกของท่านคำไต ( Khamtai Loun Sasothith, a prime minister in the Royal Lao Goverment ) ซึ่งท่านเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2502 แต่เราลองหาดูในอินเตอร์เน็ต แล้วไม่มีชื่อท่านเป็นนายกฯ มีอีกชื่อคล้ายกัน ก็สงสัยเหมือนกัน สงสัยจะนานมากแล้ว แต่สำหรับคนที่นี่แล้วก็ถือว่าเป็นเกียรติอย่างมาก และที่วัดหลวงแห่งนี้ก็จัดเป็นวัดลำดับต้นๆ ที่มีความสำคัญของปากเซเลยคะ

แบกเป้เที่ยวลาวใต้คะ : South Laos 2009.

คราวนี้ไปลาวใต้คะ เพราะเงินในกระเป๋ามีจำนวนจำกัด เราจึงเลือกเดินทางด้วยรถบัสปรับอากาศของบริษัท นครชัยแอร์ คะ สะดวกมากสามารถโทรจองได้ แต่ต้องก่อนเดินทาง 1 วันนะคะ แล้วก็สามารถจ่ายเงินด้วยการโอนเงินหรือจะจ่ายเงินที่เซเว่นฯ ก็ได้ แล้วก็เอาใบเสร็จจากเซเว่นฯ ไปแลกตั๋วได้ที่ท่ารถนครชัยแอร์ ก่อนถึงหมอชิตคะ ค่าโดยสาร 552 บาท ถ้าจ่ายเงินที่เซเว่นฯ จะเสียค่าบริการ 20 บาท จ่ายทั้งหมด 1124 บ.การเดินทางก็เดินทาง 2 คน



เราเลือกเดินทางด้วยรถ VIP เที่ยว 5 ทุ่ม สบายมากของกินเพียบ แถมรถจะไม่จอดพักที่ไหนเลยคะ ดีจัง เรามาถึงที่ท่ารถ จ.อุบลราชธานี เวลา 7 โมงเช้า ก็หารถไป ปากเซ แต่เค้าจะเปิดขายตั๋วรถบัสระหว่างประเทศ หลังเวลา 8 โมงเช้า รถมี 2 เที่ยวต่อวันคือ 9.30 และ 15.30 คะ ค่าโดยสาร 200 บาท ก็ได้เจอกับน้องเก่ง นิสิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เก่งสมชื่อ น้องเค้าก็มาลาวเป็นครั้งแรกแถมมีไกด์บุ๊คเล่มโตจากพี่วุฒิกับพี่เกดอีกต่างหาก รถออกสายไปนิดหน่อย นั่งไปจนถึงด่านก็ลงทำเรื่อง ที่ด่านไทยจะไม่เสียเงินนะคะ แต่ที่ด่านลาวเสีย 50 บ.แต่เราจ่ายแค่ 40 บ.หนุ่มลาวลดให้ 10 บ. อิอิ ชาวต่างชาติเสียค่าวีซ่า 30 USD แต่ถ้าใช้เงินไทยคิด 40 ดอลล่าร์ คิดที่ 1400 บ. แพงมาก เจอเพื่อนร่วมทางสาวเยอรมันมีแต่เงินไทย ก็โดนพี่ลาวแกสอยไป 1400 บ.เหมือนกัน หุหุ แวะแลกเงินที่ด่าน 1 บ.= 247 กีบคะ เราเลยแลกไว้ 3000 บ.เพราะวันที่เดินทางเป็นวันศุกร์ กลัวว่าจะหาแลกไม่ได้ที่ปากเซ เพราะที่ลาว วันสาร์และวันอาทิตย์เป็นวันหยุดราชการ สถานที่ทางราชการจะปิดทั้งหมดคะ




เรามาถึงที่ปากเซประมาณบ่ายโมงคะ ฝนตกพอดิบพอดี เจอพี่คนไทยอีกคนเค้าก็จะเที่ยวลาว 4 วัน คนขับรถตุ๊ก ตุ๊ก ก็รอเพราะเค้าอยากให้เราเหมารถเที่ยว แต่เก่งเค้าก็จะเดินทางต่อไปที่จำปาศักดิ์เลย ส่วนพี่อีกคนก็อยากเดินตลาดก่อน เราจึงลาทุกคนที่นี่และจ้างรถตุ๊ก ตุ๊กไปโรงแรมลานคำ(น้องเก่งแนะนำ)คะ ค่าตุ๊ก ตุ๊ก 10000 กีบต่อคน ค่าที่พักก็ 90000 กีบคะ ห้องก็ดีนะคะ สะอาด




เราได้ห้องตรงระเบียงพอดี พอฝนหยุดตกก็เดินเที่ยวแถวที่พัก แวะกินเฝอ ราคาชามละ 15000 กีบ แพงเนอะ ราคาคนลาว 4000 กีบ โอโห..ต่างกันลิบลับ..หุหุ เดินมาเจอโรงแรมแสงอรุณ เจ้าของเป็นคนจีน อยู่เยื้องๆ กับโรงแรมลานคำ สวยดี ราคาเริ่มต้นที่ 700 บ. คะ น่าพัก ใครไปมาแล้วบ้างก็บอกบ้างนะจ้า





ที่ปากเซ การใช้จ่ายก็ไม่ยุ่งยากสามารถใช้เงินไทยได้แต่ราคาก็..หุหุ บางอย่างก็แพงเหมือนกัน อัฟราคากันมันเลย เราแวะซื้อลิ้นจี่ด้วยความอยาก ก็จ่ายไป 15000 กีบ แพงกว่าไทยเป็นเท่าตัว..หุหุ การเดินทางในวันแรกเราก็เดินเที่ยวรอบๆปากเซ และกลับที่พัก เพราะเรารู้สึกเพลียจากการเดินทางนิดหน่อยก็เลยกลับไปนอนดูหนังที่โรงแรม อิอิ

สามารถดูการเดินทางไปลาวใต้ของพี่วุฒิกับพี่เกดได้ ที่นี
คะ แนะนำเลย ข้อมูลเพียบ