วัดจอมทอง เชียงใหม่ : Chom Thong Temple, Chiang Mai.


เปรี้ยวย้ายมาอยู่เชียงใหม่ได้ประมาณ 2 เดือนแล้ว ก็เลยถือโอกาสแนะนำบ้านใหม่ให้รู้จัก เปรี้ยวมาเที่ยวช่วงวันหยุดเข้าพรรษาที่ผ่านมาคะ เปรี้ยวเดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซด์ แต่ถ้าใครมาเที่ยวเชียงใหม่แล้วอยากเดินทางด้วยรถสาธารณะก็สามารถหารถจอมทองได้ที่ ประตูเมืองเชียงใหม่เป็นรถโดยสารคันสีเหลือง จอมทอง ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 60 กม. ถ้าใครจะไปเที่ยวดอยอินทานนท์ ก็ต้องผ่านจอมทองแน่นอน เปรี้ยวมาเที่ยววัดพระธาตุศรีจอมทอง คนที่เกิดปีชวด ( ปีหนู ) พระธาตุจอมทองเป็นพระธาตุประจำปีเกิดคะ บริเวณวัดก็ร่มรื่นดี ภายในวิหารเก่าแก่เป็นที่ประดิษฐานพระธาตุขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า วัดจอมทอง เป็นวัดเก่าแก่ เพราะสร้างขึ้นราวปีพ.ศ. 218 หรือในหนังสือ Exploring Chiang Mai ระบุไว้ว่าวัดจอมทองสร้างขึ้นราว ค.ศ. 749 (749 AD) ส่วนวิหารนั้นน่าจะสร้างขึ้นราว ค.ศ. 1817 แล้ววัดจอมทองก็ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสำหรับชาติด้วยนะคะ บรรยากาศในวิหาร มีความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์เลย เพราะรอบตัวจะมองเห็นพระพุทธรูปเก่าๆ ถ้ามีโอกาสลองแวะมานะคะ




ทริปแรกของปีเริ่มที่แม่ฮ่องสอน : Mae Hong Son

พี่นกและพี่วิรัตน์มาตรงตามเวลาที่นัดหมาย 9 โมงเช้า
:)



พวกเราเดินทางไปตามถนนแม่ฮ่องสอน - แม่สะเรียง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.30 ชม.ก็มาถึงหมู่บ้านกะเหรี่ยงขาว หรือ ที่หมู่บ้านแห่งนี้ มีอยู่ทั้งหมด 7-8 หลังคาเรือน เป็นหมู่บ้านเล็กๆ พี่นก ไกด์ของเราบอกว่า คนกะเหรี่ยงขาว ( white Karen )จะไม่อาศัยอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่เพราะอาศัยการปลูกข้าวไร่ ครอบครัวหนึ่งจะใช้พื้นที่หลายสิบไร่เพื่อปลูกข้าวให้พอกินทั้งปี พอปีนี้ทำเสร็จก็จะเวียนไปหาที่ดินใหม่ แล้วจึงจะวนกลับมาทำที่เดิม ดังนั้นถ้าอาศัยอยู่หลายๆ ครอบครัว ที่ดินทำกินก็จะไม่พอ และนี่คือปัญหาการทำไร่เลื่อนลอย และ ปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นในทุกๆ ปี วันที่เปรี้ยวไปหมอกควันหนามาก มองดูวิวจากภูเขาแทบไม่เห็น ส่วนความเชื่อของคนกะเหรี่ยงขาว คือ เค้าเชื่อว่าเค้าเป็นนกเงือก หรือว่าชะนี กลับชาติมาเกิด ดังนั้นคนกะเหรี่ยงขาวจะไม่ฆ่าสัตว์ทั้งสองอย่างนี้ และจะอยู่แบบผัวเดียวเมียเดียว จะไม่มีการหย่าร้างโดยเด็ดขาด




บ้านมุ่งด้วยใบตองตึง เป็นต้นไม้ที่มีมากทางภาคเหนือเป็นไม้ยืนต้นใบคล้ายใบสักแต่มีความเหนียวมากกว่า ใชังานได้หลายปีเลยทีเดียวคะ


เราเดินมาเยี่ยมบ้านคุณยายคนหนึ่ง คุณยายกำลังอบใบตองให้แห้ง เพื่อเอาไว้มวนบุหรี่ส่วนที่อยู่ในหม้อนั้น เปรี้ยวเห็นคล้ายหัวปลีจะถามว่าคุณยายทำอะไร? แต่ว่าคุณยายก็ไม่เข้าใจภาษาไทยก็เลยได้แต่ยิ้ม





หลังจากนั้นเราก็เดินทางต่อไปที่หมู่บ้านม้ง ไมโครเวฟ ฮ่าๆ เป็นชื่อหมู่บ้านจริงๆนะคะ อากาศเย็น เราถามพี่นก ไกด์ว่าทำไมชื่อนี้ พี่นกตอบว่าเป็นเพราะที่ยอดเขามีเสาส่งสัญญาณโทรทัศน์อยู่ หุหุ น่าจะเกี่ยวกัน พวกเราเริ่มเดินรอบๆ หมู่บ้านก็โดนตัวปั้งกัดคะ พี่นกไกด์ของเราก็โดนกัดเหมือนกัน มันคล้ายๆ เหลือบ ลิ้นที่กัดวัว ควาย หุหุ มันกัดเปรี้ยว 4-5 ตัวเป็นจ้ำห้อเลือดแบบว่าชัดเจน พี่นกบอกว่าพยายามอย่าเกา เพราะมันจะบวมมาก คนที่แพ้ อาจป่วยได้ หรือบางทีอาจแค่บวมๆ แต่นานกว่าจะหาย เราพักเรื่องนี้ก่อนมาว่าเรื่องคนม้งต่อดีกว่า คนม้ง หรือ Hmong นั้นจะอาศัยอยู่เป็นครอบครัวใหญ่ ผู้ชายมีเมียได้หลายคน สูงสุดที่หมู่บ้านแห่งนี้ คือ มีเมียถึง 11 คน (แม่เจ้า!! พี่แกจะมีทำไมเยอะแยะเนอะ ไม่เข้าใจ) และจะอาศัยในบ้านหลังเดียวกัน บ้านจะไม่ค่อยมีความสำคัญเท่าไร เค้าจะไม่ค่อยรักษาความสะอาด เพราะทุกคนต้องออกไปทำงาน จนกว่าจะกลับมาถึงบ้านก็เย็นแล้ว บางครอบครัวมีสมาชิกมากถึง 30 - 40 คนเลยนะคะ





ช่วงนี้เป็นช่วงว่างๆ ไม่ค่อยมีงานในไร่ ผู้หญิงหลายคนนั่งปักผ้าไว้ใช้ ถ้าได้เยอะก็เอาไปขายมีพ่อค้ามารับซื้อถึงหมู่บ้านเลย พี่สาวคนนี้แกบอกมา นั่งฟังเพลงจากโทรศัพท์มือถือด้วย ขอบอกๆ





หลังจากนั้นเราก็เดินทางต่อไปยัง หมู่บ้านกะเหรี่ยงคนยาว กับ กะเหรี่ยงหูยาว บ้านในสอย คนที่หมู่บ้านนี้อพยพมาจากประเทศพม่า ในช่วงที่มีสงครามตามแนวตะเข็บชายแดนคะ ที่หมู่บ้านแห่งนี้จะอาศัยอยู่รวมกันทั้งกะเหรี่ยงคอยาว และ กะเหรี่ยงหูยาว มีโรงเรียนที่ทางศูนย์อพยพฯสร้างให้ มีโบสถ์ด้วยเพราะบางครอบครัวเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ เด็กสาวรุ่นใหม่ไม่ใส่ห่วงที่คอแล้ว เหตุผลเพราะหนัก และไม่สวย แต่จะใส่หากเป็นวันที่สำคัญต้องใส่ชุดประจำเผ่า สำหรับเปรี้ยวเราว่าน่าเสียดาย วัฒนธรรมที่ปู่ยาย ตายายสร้างมาสูญหายเพราะความคิดของคนเมืองเผยแพร่เข้าไป เหตุผลอีกอย่างอาจเพราะต้องการความยอมรับ คนเมืองดูถูกว่าเค้าเป็นคนป่า บ้านนอก ล้าหลัง แต่หลงลืมคิดว่าทุกเผ่าพันธ์ก็มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป ต่อไปคงไม่มีอีกแล้ววิถีชีวิตแบบนี้สำหรับเปรี้ยวแล้ว อยากให้วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมคงอยู่ ไม่ใช่เพราะอยากให้พวกเค้าอยู่แบบล้าหลัง แต่เพราะอาจให้วิถีชีวิตดั้งเดิมเหลืออยู่ ไม่ว่าใครมาจากที่ไหนก็อย่าได้ลืมสิ่งที่เป็นรากเหง้าในตัวเรา  มันก็อาจมีเหตุผลหลายอย่างที่ปัญญาอันน้อยนิดของเปรี้ยวอาจไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิดไป ก็ขออย่าได้ว่ากัน





เรนาต้า เพื่อนเปรี้ยวเองคะ เจอกันที่อินเดียคุยถูกคอกันดีเลยมาเที่ยวด้วยกันเป็นครั้งแรก ที่ซึ้้งใจสุดๆ คือเรนาต้าบินมาครั้งนี้เพื่อมาเที่ยวกับเรา เราวางแพลนกับล่วงหน้าตั้ง 6 เดือนกว่าจะได้มาเที่ยวด้วยกันในทริปนี้







สุดท้ายเราเดินทางต่อมายังที่หมายที่เราจะค้างคืนที่หมู่บ้านมูเซอดำ หรือ Lahu พวกเราเดินทางมาที่หมู่บ้านนี้ ค่อนข้างนานใช้เวลาเดินทางเกือบ 2 ชั่วโมง พวกเรามาถึงที่นี่ประมาณ 5 โมงเย็น บ้านที่เราจะพัก เจ้าของบ้าน ชื่อ สิริศักดิ์คะ น่ารักมาก อายุประมาณ 9 ขวบ ดูแลพวกเราดีมาก



แมวมูเซอ ล้อเล่นนะคะ



แนะนำเพื่อนกันหน่อย มัทธิว กับ เรนาต้า เจอกันที่อินเดีย ส่วนคาซ่าเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่บาหลี ขอตามมาด้วย แล้วก็เลียวนาสคนถ่ายรูป มองไม่เห็นหน้า หุหุ


ห้องนอนที่พวกเรานอนค้างที่หมู่บ้านมูเซอ


ทานข้าวกับสิริศักดิ์และคุณแม่น้องคะ   อาหารเย็นของเรา ปรุงโดยพี่วิรัตน์ คนขับรถที่ดีมากๆและแม่ของสิริศักดิ์ คือว่าชื่อมูเซอของน้องเค้าเรียกยากมาก  พวกเรากินข้าวกับไก่ทอด หมูทอด ผัดผัก แล้วก็แกงไก่ อร่อยมาก ขอบอก ก


อิ่มท้องแล้วก็ได้เวลาเข้านอนแล้วจร้า สนุกสุขใจสำหรับทริปนี้ เพื่อนเปรี้ยวก็พูดเหมือนกันว่าเราชอบทริปนี้มาก ต้องขอบคุณพี่นกและพี่วิรัตน์มากๆ เลยคะ


ทริปแรกของปี แม่ฮ่องสอน : Mae Hong Son, 2012

เปรี้ยวนัดเพื่อนไว้ที่เชียงใหม่ หลังจากที่เราร่วมพลกันครบทั้ง 5 คนแล้ว เช้ารุ่งขึ้นพวกเราก็ออกเดินทางไปจังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วยรถพัดลม ราคา 120 บาท ใช้เส้นทางผ่านอำเภอปาย เป็นการเดินทางที่ยาวนานนนน ถึง แม่ฮ่องสอนบ่ายแก่ๆ ท่ารถย้ายไปอยู่นอกเมืองเล็กน้อย เปรี้ยวเดินทางกับเพื่อนสาว 3 คน และเพื่อนชายอีก 2 คน โดย เพื่อนสองคนเดินทางมายุโรป เจอกันโดยบังเอิญที่อินเดีย ส่วนเปรี้ยวและเพื่อนอีกสองคนเดินทางจากบาหลีพร้อมกัน เราเจอเก็สต์เฮ้าส์ราคา 300 บาทต่อคืน เจ้าของเป็นคนอังกฤษ ท่าเพี้ยนๆ หุหุ ห้องสะอาดดีใช้ได้ อาหารเย็นก็เป็นผัดซีอิ้ว อร่อยมาก เป็นเพราะหิวหรือเปล่าไม่แน่ใจ หลังจากอาหารเช้า เที่ยง เย็น ในมื้อเดียวเรียบร้อย เราก็เดินหาเอเจนซี่เพื่อเดินทางไปหมู่บ้านชาวเขา อยากให้พี่เค้าช่วยจัดโปรแกรมให้ สุดท้ายเราก็เจอ หุหุ เราลืมชื่อไปนะคะ แต่ไกด์นำเที่ยวของเรา ชื่อ คุณนก และพี่วิรัตน์เป็นคนขับรถ โดยเราจะเดินทางทั้งหมด 5 หมู่บ้าน พัก 1 คืน ที่หมู่บ้านมูเซอดำ หรือ Black Lahu ราคาตกคนละ 3500 บาทต่อคน สุดท้ายเราทุกคนตกลงว่าจะไปทริปนี้ พี่เจ้าของร้านใจดี เลยมีส่วนลดให้เล็กน้อย อิอิ หลังจากนั้นเราเดินเล่นบนถนนคนเดิน ไม่ดึกมากก็เดินกลับที่พัก เพื่อเตรียมตัวสำหรับทริปในวันรุ่งขึ้น



กราบขอพรปีใหม่ : Pura Gunung Kawi Sebatu.

ปีใหม่แล้ว ขอให้มีความสุขความเจริญทุกคนนะคะ สาธุๆ มารายงานตัวช้ามาก เนื่องจากอยู่ที่นี่ค่อนข้างยุ่ง จริงๆ คือ แอบประหยัดค่าเน็ต หุหุ วันนี้จะมาเล่าเรื่องบาหลีให้ฟังต่อดีกว่าอย่าได้คิดมาก ปีใหม่ที่บาหลีบรรยากาศจะคล้ายกับลอยกระทงของบ้านเรา เสียงประทัดดังเป็นระยะๆ หลงคิดว่าอยู่บ้าน ปีใหม่แล้ว เราก็ไปไหว้พระกันดีกว่า วัดที่เปรี้ยวไปมานี้คือ พูรากูนุงคาวี ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านเซอบาตู อยู่ทางตอนเหนือของอูบุดคะ เดินทางประมาณ 30 นาที่จากอูบูดก็ถึง ที่นี่จะมีน้ำมนต์ไหลมาตามปากของบารอง ซึ่งเป็นเสน่ห์อย่างนึงของวัดแห่งนี้เลยคะ


ที่นี่ก็เสียค่าเข้าชมด้วย ด้านหน้าวัดก็จะมีผ้าถุง หรือ โสร่ง ให้บริการ มาถึงก็นุ่งกันเลย ทั้งหญิงและชาย ภายในวัดบาหลีก็เหมือนที่เคยเห็น คือจะแบ่งเป็นชั้นๆ บริเวณด้านในสุดเข้าไปไม่ได้ จะอนุญาติ สำหรับคนบาหลีและคนที่นับถือศาสนาฮินดูเท่านั้นคะ



 ในบริเวณชั้นกลางเป็นสระน้ำที่ใช้สำหรับอาบน้ำมนต์ เราเป็นนักท่องเที่ยวลงอาบไม่ได้ แต่เปรี้ยวก็เอาล้างหน้า ล้างมือ ลูบหัวเรียบร้อย แบบว่าไม่มีใครเห็น สาธุๆ ใครที่มาบาหลี ก็ลองมาที่นี่ดูนะคะ วัดเล็กๆ สวย แล้วก็ดูขลังๆ

แปลงผักข้างทาง

ออกจากวัด เปรี้ยวก็เลยไปที่หาด ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าวัดค้างคาว หรือ Pura Goa Lawah ที่ชายหาดมันออกจะดูสกปรกไปบ้าง เพราะคนบาหลีจะมาทำพิธีกรรมต่างๆ ที่นี่ เช่นลอยอังคารสมาชิกที่เสียชีวิตไปบ้าง อุปกรณ์การเซ่นไหว้ก็จะทำมาจากวัสดุธรรมชาติ แต่มันก็ถูกคลื่นซัดกลับมาเหมือนเดิม แล้วอีกอย่างไม่มีการทำความสะอาดเลย มันเลยมองไม่ค่อยจะสวยเท่าไหร่ เปรี้ยวแวะมากินก๋วยเตี๋ยวคะ ชามละประมาณ 40 บาท ที่บาหลีเรียกว่า Bakso Ayam คะ เส้นก๋วยเตี๋ยว คือ วุ้นเส้นสีฟ้าอ่อน ไม่รู้ทำมาจากอะไร ลูกชิ้นไก่เหนียวมาก แต่ร้านนี้รสชาติดีสุดแล้วเท่าที่เคยลองกินมา มีไข่ต้มอีก 1 ฟอง กับข้าวปั้นเป็นก้อนๆ


บรรยากาศยามเย็นนั่งกินก๋วยเตี๋ยว มองทะเล โห....=)สุขมากๆ ( แต่ขอบอกว่าบ้านเราอร่อยสุดๆ ) ที่กินไปเนี่ยไม่ได้ครึ่งฝีมือพี่ไทย หุหุ

Cremation Ceremony in Ubud, Bali.

ย้อนเวลาเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ที่อูบุคมีงานที่ถือว่างานใหญ่เลยก็ว่าได้ ชาวบ้านร่วมกันเตรียมงานครั้งนี้นานนับเดือน นั่นคือ งานศพของภริยาท่านเจ้าเมืองอูบูด ( King of Ubud ) ซึ่งท่านเสียชีวิตราวเดือนมีนาคม ปราสาทที่ตั้งอยู่ทางด้านหลังมีความสูง 25 เมตร ซึ่งจะเป็นที่เชิญศพไปตามท้องถนน ซึ่งท่านมีชื่อว่า อากุง เนียง ไร และปราสาทจะทำการเผาท้ายสุด หลังจากที่พิธีการทั้งหมดเสร็จสิ้นลง งานนี้ได้รับความสนใจทั้งชาวต่างชาติและชาวบาหลีที่อาศัยอยู่ที่อูบุดและต่างหมู่บ้านแวะเวียนเข้ามาชมปราสาทอันสวยงาม ชาวบาหลีให้ความสำคัญงานศพเป็นอย่างมาก ซึ่งโดยความเชื่อ ถือว่าเป็นการเริ่มต้นเดินทางครั้งใหญ่ในชีวิต ไปยังโลกที่เรียกว่า อมตะ ที่ทุกคนจะต้องเตรียมพร้อม สำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ลูก หลาน ก็ต้องตั้งใจกับงานนี้ให้ออกมาดีที่สุด เพื่อผู้ที่เสียชีวิตไปจะได้ไม่มีกังวล

ซึ่งงานนี้ลูกชายของท่าน คือท่านทองโกดา โอกา อาตา อราดานา สุกาวาตี จะเป็นผู้ยืนบนปราสาทเพื่อนำขบวน การเคลื่อนย้ายก็ใช้แรงงานคนประมาณ 100 คนในการแบกทุกๆ 100 เมตรจะต้องเปลี่ยนชุด ท่าทางหนักเอาการเลยทีเดียวงานเริ่มประมาณ 10 โมงเช้า แต่จนกว่าปราสาทมาถึงยังลานพิธีปาไป เกือบ 3 โมงเย็น นอกจากในขบวนจะมีปราสาทแล้วก็ยังมีวัวกระทิง หรือ โลง ที่จะนำศพเคลื่อนย้ายมาวางและทำการเผา ซึ่งจะเป็นพิธีเมื่อขบวนมาถึงยังลานพิธีแล้ว


งานนี้ถือว่าเป็นการให้กำลังใจต่อผู้ที่เสียชีวิตและครอบครัวจะไม่มีการโศกเศร้าเสียใจ ไม่มีน้ำตาให้เห็นเลยคะ หนุ่มๆ กลุ่มใหญ่บรรเลงเพลงจากเครื่องดนตรีพื้นเมือง เช่น กำมะลาน ฆ้อง กลอง ฯลฯ เสียงดัง ดนตรีก็มีจังหวะเร้าใจ งานเริ่มตั้งแต่สายจนกระทั่งเย็นก็ได้เวลาอันสำคัญที่สุด


ขั้นตอนรองสุดท้าย เมื่อมาถึงยังลานพิธี โลงซึ่งเป็นรูปวัวกระทิงจะถูกนำมาตั้งยังลานที่เตรียมไว้ จากนั้นเชิญศพของผู้ที่เสียชีวิต พร้อมทั้งข้าวปลาอาหาร เสื้อผ้านำใส่ไว้ข้างในโลง รอจนได้ฤกษ์ก็ถึงเวลาฌาปณกิจ หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของญาติและลูกหลานที่จะนำกระดูกไปลอยอังคาร ส่วนปราสาทนั้นก็เผาในวันถัดมา คนบาหลีให้ความสำคัญในทุกขั้นตอนของชีวิต เกือบจะทุกเดือนมีพิธีกรรมที่ต้องทำ นอกเหนือจากการสวดมนต์ต่อหน้าพระเจ้าและบรรพบุรุษในทุกๆ วันแล้ว ส่วนงานนี้ก็ถือว่าเป็นงานที่สำคัญมากๆ เลยทีเดียว



วันหยุดสุดสัปดาห์กับตำรวจอินโดนีเซีย ?

วันนี้เปรี้ยวมีนัดให้คนมาทำความสะอาดบ้านพักให้ จริงๆ ทำเองก็ได้คะ แต่สัญญาไปแล้วว่าจะให้มาทำ เมื่อทำกิจวัตรและงานเสร็จเรียบร้อย เราก็คิดว่าน่าจะออกไปข้างนอก เพราะไม่อยากมานั่งเฝ้าให้เค้าทำความสะอาด เดี๋ยวเค้าเกร็งทำอะไรไม่ถูก ก่อนออกจากบ้านเอากุญแจไปฝากพี่เจ้าบ้านเสร็จแล้ว


เราเดินทางพร้อมมอเตอร์ไซด์ที่เช่าใช้ (หวังว่าจะมีเงินซื้อมอเตอร์ไซด์เป็นของตัวเองได้ในอีกไม่นาน ) จ่ายเป็นรายเดือน เปรี้ยวออกเดินทางเวลาประมาณบ่ายโมง เดินทางมาทางทิศเหนือของอูบุด ผ่านหมู่บ้านอันดง ( Andong ) ที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดี เพราะเป็นตลาดไม้แกะสลัก ของฝากที่ใหญ่ที่สุดในอูบูด แต่ส่วนใหญ่จะขายราคาส่ง คือต้องซื้อทีละเยอะ มาเรื่อยๆ อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ อีก 5 กม.จะถึงทะเลสาบ คนใส่เสื้อสีเขียวเดินข้ามมาให้เราหยุดมอเตอร์ไซด์ โอแม่เจ้า... ตำรวจอินโดนีเซีย



เปรี้ยวยิ้มหวานทัก ตายล่ะหว่าภาษาอินโดนีเซียยังแย่ แต่หน้าให้ หวังว่าพี่แกคงไม่ถามมาก ยืนยิ้ม ทั้งๆที รู้ดีว่า



1/เป็นเวลานอกราชการของที่นี่แล้ว และวันนี้มันก็วันเสาร์



2/ไม่มีด่านแจ้งบอกว่าจะมีการตรวจ พี่แกแค่จอดรถข้างทาง แล้วโบกให้จอดสังเกตมีทั้ง 4 คน



3/ สุดท้ายเป็นสถานที่ที่ไม่น่าตั้งด่าน เพราะป่าท้ายหมู่บ้าน รอบข้างมีแต่สวนกาแฟ



สาวไทยยืนยิ้ม : Salamat Siang สวัสดีตอนสาย ถึงบ่าย อ่านว่า สะ รา มัด ซี ยาง
พี่แกทักทาย ถามว่าจะไปไหน กินข้าวยัง? อันนี้เข้าใจ ตอบได้


สุดท้ายพี่แกมาชุดใหญ่อินโดฯ ซะยาว ตรงนี้แหละ คือจุดอ่อนฟังไม่รู้เรื่อง ได้แต่ยืนยิ้ม พี่แกรู้แล้วว่าไม่ใช่อินโดฯ หุหุ แบบว่าดูท่าทางเค้าก็ดีนะ ยิ้มตลอด ไม่มีพูดไม่ดี


ยิ้มสู้ แล้วพี่แกก็ถามว่ามาจากไหน ตอบว่ามาจากอูบุด แต่เค้าก็ถามมาเป็นภาษาอังกฤษว่า Where are you from? หุหุ



เราเลยตอบว่าเป็นคนไทย มาเที่ยวอันนี้โกหก อิอิ เช่ารถมอเตอร์ไซด์มาจากอูบุด เข้าทางพี่แกแล้ว ถามถึงใบเสร็จเช่ารถ เราไม่มีเพราะอากุงเป็นเพื่อน เราก็ไม่เคยขอ( แต่อันนี้เราไม่พูด ) แกล้งดูเอกสารมอเตอร์ไซด์ต่อ



ถามต่อว่ามีใบขับขี่สากลไม๊ อันนี้แหละจบเห่ ไม่มีคะ( จริงๆ เรายังไม่มีใบขับขี่ด้วยซ้ำไป จะมีได้ยังไงก็เพิ่งขี่มอเตอร์ไซด์ที่อินโดฯ ) เราตอบตามจริงไม่มีโกหกแต่โกหกว่ามีใบขับขี่ของไทย หุหุ เพราะเราไม่อยากให้เค้ายุ่งเรื่งเอกสาร แล้วดูโน้นดูนี่
เราบอกว่าไม่มี อ้างนิดหนึ่งว่าไม่เห็นมีใครบอกเลยว่าต้องใช้ แกล้งพูดไปงั้นแหละเรื่องจริง คือมันต้องใช้คะ
แล้วพี่แกก็โชว์ใบเสร็จว่าชาวต่างชาติต้องมีใบขับขี่สากล แล้วยิ้ม ถ้าไม่มีปรับ มอเตอร์ไซด์ 250000 RP. รถยนต์ 1000000 Rp.



แต่ถ้าเราจะจ่ายเงินตอนนี้เลยเค้าก็บอกว่าไม่มีปัญหา ภาษาอังกฤษ No problem ภาษาอินโดนีเซีย Tidak Apa Apa ฮ่าฮ่า


พี่แกเปิดทางมา เราสนองตอบขอจ่าย 50000 RP. แต่พี่แกมองไปข้างหลัง บอกในๆ ว่าไม่พอเพราะมี สี่คน แล้วเค้าก็ขอมาที่ 100000 Rp. หรือประมาณ 100000/8500=11.7 ดอลล่าร์ แต่เป็นเงินไทยก็หารด้วย 270 เป็นเงิน 384.60 บาท สมองเริ่มทำงานดี น่าโมโห ก่อนหน้าทำงานช้าเหลือเกิน มั่วๆ เนียนๆ ไป นะ ผ่านไปนานล่ะ


สรุปคือจ่าย รอบข้าง เหลือเราคนเดียว บรรยากาศไม่น่าอยู่นาน ก่อนหน้ามีรถมอเตอร์ไซด์ฝรั่งกะสาวอินโดฯ ผ่านไปแล้ว แล้วก็รถยนต์หนึ่งคัน เค้าไปแล้ว
แล้วเราก็ถามว่า เราจ่ายแล้ว ข้างหน้ามีตำรวจอีกป่าว? ถ้างั้นจะได้กลับอูบูด พูดแบบทีเล่นทีจริงๆ เรื่องจริงไม่กลับหรอก


พี่แกตอบมาว่า ไม่มีแล้ว แต่ถ้าเจออีกก็บอกให้โทรมาตรงนี้ แล้วเค้าก็บอกว่าให้พิเศษแล้ว special อันนี้เข้าใจแล้ว อารมณ์ดี ( ช่ายสิ ได้เงินแล้วนิ ) เราก็ตอบด้วยอารมณ์ดี ว่า Terima kasih ขอบคุณ ยิ้มแล้วก็บอกลา



"ออกจากบ้านมีเงิน 170000 Rp. จ่ายตำรวจไป 100000 Rp. เหลือเงิน 70000 Rp. ประมาณ 259 บาท สรุป หมดตูด อิอิ "


อินโดนีเซีย ประเทศคอลัมชั่น อันดับต้นๆ เงินเดือนที่ได้ อาจน้อยมากๆ แต่ถ้าทุกคนยอมจ่ายคล้ายเราก็หมดปัญหาแค่วันนี้ แต่ปัญหามันเรื้อรังเพราะมันกลายเป็นสิ่งที่ต้องทำ อนาคตแก้ยาก ประเทศไทยถามว่าเรื่องนี้มีไม๊ ไม่ต่างกัน แต่ไม่มีใครพูด รู้กันอยู่ จึงได้เป็นเหมือนทุกวันนี้ คือ แก้ยาก เรามองทุกอย่างอย่างเข้าใจว่ามันมีผลพ่วง และช่องโหว่ที่เอื้ออำนวยให้ ประกอบกับเราเองก็มีส่วนในความผิดที่ไม่มีใบขับขี่
สรุป วันนี้เสียเงินไป เพื่อสนับสนุนรัฐบาลอินโดนีเซีย เล็กๆ น้อยๆ เพื่อปากท้องของตำรวจชั้นผู้น้อยที่นี่ 5555555







เทศกาลว่านานาชาติที่หาดซานัว : Bali Kite Festival 2011.

วันเสาร์แวะไปดูแข่งว่าวที่หาดซานัวคะ งานเริ่มเวลา 10 โมงเช้า ครึกครื้นไปด้วยคนบาหลีมากันหลายทีม เปรี้ยวก็มาเชียร์ทีมอูบุด เราอยู่ที่นี่ก็ต้องเชียร์ทีมนี้ ว่าวใหญ่มากเรียกว่าต้องขนกันด้วยรถบรรทุกขนาดเล็กกันเลย










เริ่มต้นการแข่งขัน ทุกคนในทีมก็ช่วยกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้ว่าวลอยอยู่บนท้องฟ้าได้อย่างสวยงาม เพื่อชนะใจกรรมการ ลมแรงได้ใจ เปรี้ยวเห็นว่าวของทีมหนึ่งหักกลางอากาศเลย ทีมนึงสมาชิกก็มากกว่า 20 คนเลย



ทีมนี้ทีมอูบุดคะ เชือกว่าวแข็งแรงมากกลุ่มแรกนำว่าวล่อนไปในอากาศได้ กลุ่มกลางก็ช่วยดึงเพื่อให้เพื่อนบังคับว่าวได้ง่ายขึ้น เล่นว่ากลุ่มนี้เหนื่อยเลยเลยต้องใช้ความแข็งแรง



กลุ่มหลังคอยให้กำลังใจและสาเชือกด้วยรอกมือคะ เรียกว่างานนี้ดีมากเลย สอนให้รู้จักการทำงานเป็นทีมและไม่ใครเอาเปรียบใคร มันเป็นการสอนคนรุ่นใหม่ไปในตัว เทศกาลนี้มีทุกปีคะที่หาดซานัวบนเกาะบาหลี