การเดินทางอันยาวนานจากมัณฑะเลย์ถึงพุกาม : Mandalay _ Bagan, Myanmar

เปรี้ยวเดินทางจากมัณฑะเลย์ด้วยรถบัส ไม่มีแอร์ ไม่มีพัดลม ใช้เวลาเดินทางโดยประมาณ 7-8 ชม.ระยะทาง 145 กม. พอเห็นถนนก็รู้เลยว่าเราจะเดินทางถึงพุกามกี่โมง ถนนเป็นทางลูกรัง บางแห่งต้องผ่านลำธารด้วย รถวิ่ง 20 กม.ต่อชม. ( อันนี้คิดเอาเอง ) รถหยุดพักประมาณ 2-3 ครั้ง การนั่งในรถที่ต้องนั่งหัวสั่นหัวคลอนเป็นอะไรที่ทรมานมากๆ นอนหลับไม่ได้ อากาศร้อน โดยเฉพาะเวลาที่พี่หม่องแกอยากเปิดแอร์ แบบว่าไม่รู้ว่าแอร์ใช้งานครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ หุหุ พี่แกก็บอกให้ปิดหน้าต่างให้หมด เพราะจะเปิดแอร์ แต่อากาศภายในร้อนสุดๆ ไม่ได้เย็นขึ้นมาเลย เปรี้ยวงี้เปิดหน้าต่างลมข้างนอกยังเย็นกว่าข้างในรถอีกคะ แต่งานนี้เรียกว่าต้องอดทน หุหุ เพื่อไปให้ถึงยังทุ่งเจดีย์




ภายในรถบัส ราคาค่าโดยสารที่เราจ่าย ก็ประมาณ 350 บ. ในรถคันนี้มีชาวต่างชาติทั้งหมด 9 คนคะ คือ คนเยอรมัน 1 คน ฝรั่งเศล 2 คน โปแลนด์ 2 คน สวิตเซอร์แลนด์ 1 คน คนเกาหลี 1 คน คนไทย 2 คนรวมเปรี้ยวด้วย ( เจอเรื่องแปลก คือ เราก็ยิ้มให้เค้า แต่เค้ากลับมองเราด้วยสายตาแปลกๆ เราเลยไม่คุยกับคนไทยคนนั้นเลย เป็นครั้งแรกที่เราเจอแบบนี้ ปกติเจอคนไทยในต่างประเทศเท่าที่เปรี้ยวเจออัชฌาสัยดี บอกเลยว่าเป็นคนไทย และเปรี้ยวงี้เม้าส์กระจายเพราะเราคิดถึงบ้าน อยากรู้ว่าเค้าจะรู้สึกเหมือนเราอ่ะเปล่า.. แต่ครั้งนี้ขอบาย หุหุ แถม ซานดร้าเพื่อนเปรี้ยวยังบอกว่าผู้หญิงไทยคนนั้นดูแปลกๆ เปรี้ยวก็ได้แต่เงียบ ไม่อยากพูดให้เรื่องมันยาว ) และนี่คือมูสกับซานดร้าที่เปรี้ยวแชร์ค่ารถไปสะพานอูเบ็งด้วย ก็เดินทางมาพร้อมกัน และเราคิดว่าเราน่าจะเที่ยวด้วยกันที่พุกาม


ระหว่างที่พักทานข้าวเที่ยง แต่เปรี้ยวไม่ได้ทานนะคะ กะว่าจะไปทานที่พุกามเลยทีเดียว ช่วงรอ เราก็เดินถ่ายรูปเรื่อยๆ มีความรู้สึกเหมือนกำลังย้อนเวลาเดินทางในประเทศไทยเมื่อ 50 ปีก่อน ( เอ๊ะ..จะใช่เปล่าน๊า )



เปรี้ยวเดินทางมาถึงพุกามประมาณ บ่าย 3 โมงครึ่ง รถบัสจอดที่ด่านนอกเมือง ชาวต่างชาติเสียค่าธรรมเนียม 10 $ พอถึงที่ท่ารถเราก็ขึ้นรถม้าไปยังที่พัก เปรี้ยวพักที่พุกาม ราคาค่าที่พัก 12 $ ต่อคืน ต้องขอโทษที่เปรี้ยวจำชื่อไม่ได้ แต่รู้ว่าไม่ไกลมากจากท่ารถมากนัก
เปรี้ยวเก็บสัมภาระที่ห้องพักเรียบร้อย เราก็เดินรอบๆ เมือง เปรี้ยวเดินมาที่เจดีย์ชเวสิกอง ด้านหน้าจะมีสาวๆ วิ่งไล่ตามเพื่อขอติดผีเสื้อเป็นเข็มกลัดอันเล็กๆ แต่เราปฏิเสธไม่รับ เพราะเปรี้ยวรู้สึกว่าของฟรีไม่มีในโลก จึงไม่อยากรับมาให้ลำบากใจ แต่ว่าสาวๆ ที่ตามให้เข็มกลัดก็แสดงอาการโกรธๆ เล็กน้อย ซึ่งทำให้เราคิดได้ว่าทำไมเค้าต้องโกรธเราด้วย มันต้องมีอะไรแน่ๆ ชวนให้สงสัย มาเรื่องเจดีย์ดีกว่า เจดีย์ชเวสิกอง ( Shwezigon Paya ) สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโนรธามังช่อ ( Anawrahta ) แต่สร้างเสร็จในสมัยพระเจ้าจานสิตา ( Kyanzittha กษัตริย์แห่งพุกามในช่วง ค.ศ. 1084-1113 ) เพื่อเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระเขี้ยวแก้วที่อัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา


เปรี้ยวมาถึงที่นี่ก็ประมาณ 1 ทุ่มแล้ว แต่คนพม่าก็ยังมากราบไหว้เจดีย์ชเวสิกองกันไม่ขาดสาย เปรี้ยวเดินรอบๆ ได้สักพักก็เดินกลับ สิ่งที่ลืมไม่ได้คือ ไฟฉายนะคะ เผื่อใครไปเดินเวลาเย็น เปรี้ยวเองลืมเอาไปด้วยพอเดินออกมาได้สักพัก แบบว่ามืดสนิท เลยทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายเรื่องความขี้หลงขี้ลืมของเราเอง ชวนให้หงุดหงิดใจเป็นอย่างมาก

เมืองนี้มียิ้ม : The Land of Smile, Myanmar.

พม่าเมืองยิ้ม เรื่องนี้เรื่องจริงเลยคะ ขอยืนยันตั้งแต่วันแรกที่ไปจนกระทั่งกลับ เปรี้ยวได้พบเจอแต่เรื่องดีๆ ตลอด เพื่อนที่เดินทางไปด้วยกับต่างก็ยกมือยอมรับว่าพม่าเป็นเมืองยิ้มจริงๆ แม้จะเจอบางเรื่องที่ไม่น่าประทับใจ แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เล็กน้อยมากๆ เพื่อนชาวต่างชาติของเปรี้ยวต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเมื่อก่อนประเทศไทยก็เป็นแบบนี้ แต่ตอนนี้หาไม่เจอ ฟังดูก็น่าเสียใจเหมือนกันนะเนี่ย เรามาพูดเรื่องพม่าต่อดีกว่า คนพม่าน่ารักมาก เป็นมิตร ส่วนการเดินทางไปตามเมืองต่างๆ ค่อนข้างปลอดภัย แต่ค่อนข้างใช้เวลาพอสมควร เพราะถนนในพม่าไม่ค่อยดีเท่าไร และเปรี้ยวมีภาพเพื่อเป็นการยืนยัน


^_^ เณรน้อยจากมิงกุน

^_^ สาวพม่า


^_^ สองพี่น้องที่ท่าเรือ


*_* ฝากพม่าเมืองยิ้มไว้ด้วยนะคะ หวังว่าคงชอบกันนะคะ*_*


ชมพระอาทิตย์ยามเย็นที่สะพานอูเบ็ง : U Bein's Bridge, Amarapura.


เปรี้ยวมาที่สะพานอูเบ็ง เพื่อให้ทันเวลาก่อนพระอาทิตย์ตก ทริปนี้มีเพื่อนแชร์ค่ารถ คะ พวกเราเจอกันมิงกุนคุยกันถูกคอก็เลยเดินทางมาที่นี่ด้วยกัน พวกเราทั้งหมดรวม 4 คน คือ มูสและซานดร้า จากฝรั่งเศล และเปรี้ยวจากประเทศไทย และสุดท้ายคือ คุณเลียวนาส จากโปแลนด์ เสียค่ารถจากตัวเมืองมาที่เมืองอมรปุระ 8000 k หารลงตัวพอดี ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที สะพานอูเบ็งเป็นสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก มีความยาวถึง 1.2 กม. เสาไม้สักมีมากถึง 984 ต้นเป็นของเดิม เพราะปัจจุบันทยอยเปลี่ยนเป็นเสาคอนกรีตคะ สะพานอูเบ็งเป็นสะพานที่ทอดข้ามทะเลสาปตุงทามาน ( Taungthaman Lake ) สร้างขึ้นโดยขุนนางผู้ใหญ่ชื่อ อูเบ็ง ( จึงเป็นชื่อที่นำมาเรียกเป็นชื่อสะพาน ) โดยไม้สักทั้งหมดที่ใช้สร้างสะพานนั้น ได้มาจากไม้สักที่นำไปสร้างพระราชวังอังวะคะ ก็นับว่าสะพานอูเบ็งนับตั้งแต่สร้างจนถึงปัจจุบันก็มีอายุมากกว่า 220 ปีแล้วคะ สะพานอูเบ็งสวยอย่างที่คนเค้าว่ากัน สามารถเช่าเรือชมทะเลสาปได้ ราคา 2000 k ต่อคน


ฝากอีกรูปนะคะ เราต้องบอกลามัณฑะเลย์ที่นี่แล้ว เพราะเปรี้ยวเดินทางไปพุกามต่อในวันรุ่งขึ้น น่าเสียดายที่เวลามีน้อย ไม่งั้นคงจะเที่ยวได้หลายแห่งมากกว่านี้




จากย่างกุ้งถึงมัณฑะเลย์ : Mingun, Mandalay Myanmar.

จากย่างกุ้งเปรี้ยวเดินทางด้วยรถบัสปรับอากาศ เพื่อขึ้นเหนือไปยังเมืองมัณฑะเลย์ ใช้เวลาในการเดินทาง 12 ชม. พี่หม่องจะจอดรถพักตามจุดพักรถประมาณ 3 ครั้ง ครั้งละ 20 นาทีถึงครึ่งชม. เพราะบนรถไม่มีห้องน้ำเหมือนบ้านเรา พี่หม่องแกก็ปลุกเปรี้ยวทุกครั้งที่จอดด้วยความหวังดีของพี่หม่องแก โอ..แม่เจ้าเหนื่อยอยากนอน จากการจอดพัก พอขึ้นรถพี่หม่องแกก็เริ่มเปิดดีวีดี เรื่องแรก Salt เรื่องที่ 2 องค์บาก 3 ของพี่จา พนม สงสัยจะเข้าใจ ถึงแม้จะเป็นภาษาไทยมุขตลกๆ พี่แกก็ฮากันใหญ่ แต่เปรี้ยวอยากนอน หุหุ จนกระทั่งเรามาถึงมัณฑะเลย์ ประมาณ 6 โมงเช้า เปรี้ยวก็เข้าพักที่ Royal Guesthouse โชคดีที่มีห้องว่างให้เรา 1 ห้อง ราคาค่าที่พัก 12 $ รวมอาหารเช้า เปรี้ยวเริ่มต้นเช็คราคาค่าเรือเพื่อเดินทางไปมิงกุนในวันรุ่งขึ้น และรถบัสที่จะเดินต่อไปยังพุกามเพราะเวลาที่จำกัดแค่ 2 อาทิตย์



เช้าวันรุ่งขึ้นเปรี้ยวเดินมาที่ท่าเรือ เพื่อไปที่มิงกุน ( Mingun ) ค่าเรือ 5000 k เป็นราคาไป-กลับ โดยออกเดินทางเวลา 9.00 น.และกลับ 13.00 น.คะ มิงกุนเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่ตอนเหนือของเมืองมัณฑะเลย์ ห่างกันโดยประมาณ 11 กม. สามารถเดินทางด้วยเรือโดยล่องขึ้นไปตามแม่น้ำอิระวดี


พอเรามาถึง ก็สามารถมองเห็นเจดีย์องค์แรก คือ Settawya Paya ภายในวิหารมีรอยพระพุทธบาท สันนิษฐานว่าวิหารสร้างขึ้น ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1811 คะ



เดินตามทางเดินมาเรื่อยๆ ก็จะเห็นเจดีย์มิงกุน ( Mingun Paya ) สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าโบดอพญา ( King Bodawpaya ) หรือ พระเจ้าปดุง ที่คนไทยรู้จัก ซึ่งหากว่าสร้างเสร็จก็จะถือว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างด้วยอิฐที่ใหญ่ที่สุดในโลกเลย พระเจ้าโบดอพญารับสั่งให้สร้างเจดีย์มิงกุน ขึ้นราวปี ค.ศ. 1790 โดยใช้แรงงานทาสและนักโทษหลายพันคน แต่การก่อสร้างได้หยุดลงราวปีค.ศ. 1819 เหตุเพราะพระเจ้าโบดอพญาเสด็จสวรรคต เจดีย์มีขนาดใหญ่มากๆ เฉพาะฐานแต่ละด้าน ก็มีความยาวหลายร้อยเมตร ส่วนรอยแยกที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากแผ่นดินไหวเมื่อปี ค.ศ. 1838 คะ



การจะขึ้นไปบนเจดีย์ ต้องเสียค่าธรรมเนียม 3000 k เปรี้ยวก็คิดแล้วคิดอีก จะขึ้นไม่ขึ้นดี สุดท้ายเราก็ยอมเสียเงินขึ้นไปจนได้ ทั้งปีน ทั้งป่าย จนกว่าจะขึ้นถึงข้างบนเพื่อถ่ายรูป เปรี้ยวได้ไกด์นำทางเป็นหนุ่มพม่าเกิดและโตที่มิงกุนเลย เวลาว่างก็จะหาค่าเล่าเรียนโดยการเป็นไกด์ ปีหน้าก็จะเรียนจบแล้ว โดยเค้าจะกลับมาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน เงินเดือนที่จะได้รับประมาณ 30 $ หรือ พันกว่าบาท โอแม่เจ้า ไม่อยากจะเชื่อ



จากเจดีย์มิงกุน เราเดินต่อมาดูระฆังมิงกุน ( Mingun Bell ) ซึ่งมีน้ำหนักถึง 90 ตัน ไกด์หนุ่มบอกว่าเข้าไปถ่ายรูปข้างในระฆังได้ แต่เปรี้ยวไม่เข้าไป กลัวมันหล่นลงมา ( คิดได้ไง )





มิงกุนทัชมาฮาส สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าบาจีดอ ( King Bagyidaw ) ราวปีค.ศ. 1816 สร้าง 3 ปี ก่อนที่พระองค์จะสืบราชสมบัติต่อจากพระเจ้าโบดอพญา ซึ่งพระองค์ทรงรับสั่งให้สร้างเจดีย์ขึ้นเพื่อถวายแด่พระมเหสี Hsinbyume Princess และก็อีกเช่นกัน ในค.ศ. 1838 เกิดแผ่นดินไหว เจดีย์ได้รับความเสียหาย จนกระทั่งในสมัยพระเจ้ามินดอ ( King Mindon )ได้รับสั่งให้ซ่อมแซมในปี ค.ศ. 1874




ตอนขากลับมาถึงมัณฑะเลย์ หนุ่มน้อยที่ท่าเรือขอถ่ายรูป เปรี้ยวเลยได้ภาพนี้มา น้องเค้าชอบใจใหญ่ที่ได้เห็นตัวเอง





เจดีย์ชเวดากอง : Shwedagon Paya, Yangon Myanmar.



เค้าว่ากันว่า เจดีย์ชเวดากอง ถือว่าเป็นไฮไลท์ของการเดินทางท่องเที่ยวในเมืองย่างกุ้ง ใครไม่มาเจดีย์ชเวดากองถือว่ามาไม่ถึง เจดีย์ชเวดากองตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองย่างกุ้ง ตั้งอยู่บนเนินเขา เปรียวนั่งรถแท็กซี่มาที่นี่ เสียค่าแท็กซี่ 2 $ เสียค่าธรรมเนียม 5 $ เจดีย์ชเวดากอง สวยมากๆ น่าทึ่ง เป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์อย่างบอกไม่ถูก เจดีย์ชเวดากอง สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 2500 ปีที่แล้ว เพื่อบรรจุพระเกศาธาตุขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เปรี้ยวนั่งที่นี่จนกระทั่ง 2 ทุ่ม แต่คนพม่าไม่ได้น้อยลงเลยนะคะ เปรี้ยวชอบมาก ที่นี่เค้าให้ความสำคัญกับพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก


เจดีย์ชเวดากอง สีทองเหลืองอร่าม นอกจากจะมีทองคำบริสุทธิ์ห่อหุ้มองค์เจดีย์แล้ว บนยอดขององค์เจดีย์ยังมีเพชรเม็ดโต มีน้ำหนัก 76 กะรัต ก่อนที่แสงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า และแสงแรกที่ขึ้นจากขอบฟ้า เพชรจะสะท้อนแสงให้เห็นมากถึง 7 สี ซึ่งสามารถมองแสงสะท้อนได้ตามมุมต่างๆของเจดีย์ นอกจากเพชรเม็ดโตแล้ว ยังประกอบด้วยเพชรเม็ดเล็กๆ อีก 5448 เม็ดและอัญมณีอื่นๆ อีก 2317 เม็ด นอกจากความสวยงาม เปรี้ยวว่าคนที่ชอบถ่ายรูปต้องชอบที่นี่แน่ๆ แบบว่าทุกมุมสวยไปหมด เปรี้ยวเองแค่มือสมัครเล่นชั้นอนุบาล ยังอดติดใจไม่ได้
สิ่งที่ควรระวัง ที่นี่จะมีไกด์ที่พยายามจะเข้ามาคุยกับคุณตลอดเวลา พวกเค้าพยายามทุกอย่างที่จะให้คุณจ่ายเงิน เปรี้ยวก็โดนนะคะ แต่ไม่ได้ให้เงิน เรื่องมันเกิดเพราะเค้าเดินตามมา ทักทายพูดคุยเป็นภาษาไทยอธิบายประวัติความเป็นมา จนเรายิ้มและบอกขอบคุณว่า เราไม่ต้องการไกด์ เค้าก็ไม่ไปนะคะ พยายามเดินตามจนเปรี้ยวบอกว่า..จะกลับแล้ว แล้วเค้าก็บอกว่าเรามาจากทางทิศใต้ คือ ประมาณว่าเค้าจะเดินไปส่ง ทั้งที่เปรี้ยวมาจากประตูด้านตะวันออก ( แต่ตอนนั้นไม่แน่ใจ ) เปรี้ยวก็งงๆ เลยเดินตามไป แต่ดีที่จำได้ว่าเราไม่ได้มาทางนั้น ตอนนั้นโมโหมาก พอรู้ว่าโดนแน่ เปรี้ยวเลยบอกว่า ไม่ใช่ทางนี้ เราจะกลับเอง แต่เค้าไม่ยอมนะ เดินตามบอกว่าเชื่อเค้าเถิด เค้าเป็นไกด์มา 40 ปี แต่เราบอกไม่เชื่อ เพราะเราแน่ใจว่าไม่ใช่ทางนั้น สุดท้ายเค้าโกรธ ว่าเราเป็นภาษาพม่าแต่เราไม่สนใจ สุดท้ายประตูที่เราฝากรองเท้าไว้ก็เป็นทิศตะวันออกจริงๆ ไม่ใช่ทิศใต้อย่างที่เค้าบอก ( จริงๆ แล้วเค้าจะมีสติกเกอร์บอกว่า เรามาจากประตูไหน แต่ตอนนั้นเบลอมากๆ เลยไม่ดู ) ดีใจที่เราไม่เดินตามเค้าไป ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง สำหรับการเดินทางในพม่า เปรี้ยวว่าปลอดภัยมาก มีเรื่องนี้เรื่องเดียวที่ทำให้รู้สึกว่าไม่ปลอดภัย หลังจากวันนั้นเปรี้ยวเลยระวังตัวมากขึ้นนิดนึง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ^_^



เทพทันใจ : Botataung Paya, Yangon Myanmar.

เปรี้ยวอยากมาไหว้เทพทันใจนานแล้ว เท่าที่ทราบมาเทพทันใจ หรือ นัตโบโบยี ได้รับแรงศรัทธาจากคนไทยมากกว่าคนพม่าซะอีก อันนี้จะจริงรึเปล่าไม่แน่ใจ เปรี้ยวเดินเรื่อยๆ จนถึงโบดาทาวน์ ( Botataung Paya ) เจดีย์โบดาทาวน์ สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งอัญเชิญมาจากประเทศอินเดียเมื่อประมาณ 2000 ปีก่อน นอกจากพระเกศาธาตุแล้วก็ยังมีพระพุทธรูปสำคัญๆ ที่มีอายุนานหลายร้อยปี เก็บรักษาไว้ที่วัดแห่งนี้ ส่วนองค์เจดีย์ที่เห็นในปัจจุบัน เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นมาใหม่ เพราะเจดีย์องค์เดิมได้รับความเสียหายจากระเบิด ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายในเจดีย์เราสามารถเดินได้รอบ แต่ช่วงที่เปรี้ยวมีการทาสีใหม่ในบางห้อง


ภายในเจดีย์ เป็นสีทองสวยงามมากคะ จากเจดีย์ เปรี้ยวเดินมาที่ศาลเทพทันใจ หรือ นัตโบโบยี ช่วงที่มาฝนใกล้ตก ไม่มีกรุ๊ปทัวร์คนไทยมา หรืออาจจะมาแล้วในช่วงเช้า เพราะตอนที่เปรี้ยวไปมีแต่คนพม่า เปรี้ยวก็เลยสะดวกในการไหว้เทพทันใจ ทำตามขั้นตอนบ้าง ข้ามขั้นตอน ลืมบ้างก็มี ( แต่ขอเทพทันใจอย่าได้ถือสา ลูกช้างไปไกล อิอิ ) เปรี้ยวขอพรเทพทันใจ โดยหาข้อมูลจากเว็ปต่างๆ ใครไปลองหาข้อมูลดูนะคะ แบบว่าตัวเองยังทำผิดบ้าง ถูกบ้าง เลยไม่กล้าจะแนะนำ อิอิ


เครื่องเซ่นไหว้เทพทันใจ หาซื้อได้ที่ทางเข้าวัด ชุดละประมาณร้อยกว่าบาท ตอนที่เปรี้ยวมาแม่ค้าเรียก สวัสดีค้า แถมพูดบอกราคาเป็นภาษาไทยด้วย แสดงว่าคนไทยมาเยอะจริงๆ และอีกอย่างพี่สาวที่เก็บค่าธรรมเนียมขอแลกเงินบาทกับเปรี้ยว แต่เปรี้ยวพึ่งไปถึงเลยปฏิเสธไม่แลกกับเธอ ที่เจดีย์โบดาทาวน์มีค่าธรรมเนียม 3000 k ค่ากล้อง 300 k คะ และที่พม่า ต้องถอดถุงเท้า รองเท้า ตั้งแต่หน้าวัดเลยนะคะ ห้ามใส่เข้าไปเด็ดขาด เปรี้ยวใส่รองเท้าฟองน้ำเที่ยวเกือบตลอดทริป วัดจะสภาพไหน ห้ามใส่รองเท้า ดูเท้าตัวเองแล้วสุดจะบรรยาย หุหุ

พม่าผ่านสายตาไทย : First Day In Yangon, Myanmar.

เปรี้ยวเดินทางไปพม่าครั้งแรก ตื่นเต้นมาก เพราะในใจรู้สึกกลัวๆ แบบว่าได้ยินเรื่องที่ไม่ดีเยอะ ขั้นตอนการเตรียมตัวขั้นสุดท้าย คือ เตรียมยาไปเผื่อกรณีฉุกเฉิน เราออกเดินทาง เวลา 4 โมงเย็น ใช้เวลาโดยประมาณ 1 ชม. ก็ถึงสนามบิน International Yangon สนามบินดีกว่าที่เราจินตนาการ เดินออกมาข้างนอกเพื่อรับกระเป๋า เราก็พบกับหนุ่มพม่าทักทายถามไถ่เรื่องที่พัก แถมบอกเราว่ารอ 10 นาที เพื่อที่เค้าจะรับลูกค้าที่จองห้องไว้ แบบว่ามีบริการรถรับส่งฟรี มาถึงวันแรกก็ประหยัดค่ารถไป 6 $ เป็นเก็สต์เฮ้าส์เล็กๆ ชื่อ Motherland Inn 2 เผื่อใครสนใจ ค่าห้อง 16 $ ห้องพักสะอาดดี ราคารวมอาหารเช้าแล้วคะ ที่พม่าเวลาจะช้ากว่าบ้านเรา 30 นาทีคะ ตั้งแต่ที่มาถึงทุกอย่างดีกว่าที่คิดไว้มาก คนพม่าอัชฌาสัยดี ยิ้มง่าย วันแรกที่มาถึงก็รักพม่าเข้าอย่างจังเลย
อาหารเย็นมื้อแรกที่พม่า ข้าวผัดผัก อาหารสิ้นคิดมากๆ อิอิ ราคา 1600 k ราคาไม่ถูก ไม่แพง สิ่งที่ต้องไม่ลืม คือ แลกเงินดอลล่าร์นะคะ แบงค์ใหม่ๆ แลกเป็นแบงค์ย่อยมาด้วยจะดีมาก เพราะเค้าใช้ทั้งเงินจ๊าด ทั้งดอลล่าร์เลย วันที่เปรี้ยวมาถึง 1 $ = 950 k คะ ( แต่เปรี้ยวแลกไม่ได้ราคานี้ในวันแรก เพราะที่เก็สต์เฮ้าส์แลกถูกมาก 1$ = 890 k เองคะ เลยรอไว้แลกวันใหม่ )

เช้าวันใหม่ เปรี้ยวเดินเล่นรอบๆ เมืองก่อน เพื่อหาที่แลกเงินและชมเมืองไปด้วย อาคารเก่าๆ คลาสสิกมากๆ

เจดีย์สุเลพญา ( Sule Paya ) เค้าว่ามาว่าก็คล้ายๆ กับอนุเสาวรีย์ชัยของบ้านเรา ถ้าเดินหลงทางก็หาเจดีย์สุเลพญาก่อนเลย แล้วค่อยเริ่มต้นใหม่ และรถเมล์หลายสายจะสุดสายที่เจดีย์สุเลพญาคะ ถ้าอยากลองขึ้นรถเมล์ที่ย่างกุ้ง ก็ลองเริ่มที่เจดีย์สุเลพญาได้คะ







โถใส่น้ำคะ สำหรับผู้คนที่ผ่านไปมาสามารถดื่มได้ แต่เปรี้ยวไม่ได้ลองดื่มนะคะ หุหุ...เห็นไหมว่าคนพม่าเค้าก็น่ารักดีเหมือนกันนะเนี่ย ไม่น่าเชื่อ แต่ถนนหนทางอาจจะไม่ดีเหมือนบ้านเรา แถมพี่หม่องแก เล่นบ้วนน้ำหมากกันกระจาย กลิ่นสารพัดจะกลิ่น ดีมากที่เอาพิณเสนน้ำมาด้วยช่วยได้มากเลย อิอิ เป็นไงคะย่างกุ้งวันแรกของเปรี้ยว แล้วเดี๋ยวจะมาเล่าต่อนะคะ